ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 5066/2560

หลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้วโจทก์ย่อมได้รับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทจากผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยและโจทก์ยังเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อจำเลยทั้งสองในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ใช้ให้แก่ผู้รับประโยชน์ไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง แม้ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์แล้ว ถือได้ว่ารถยนต์พิพาทที่โจทก์ได้รับคืนมาเป็นการบรรเทาความเสียหายที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนไป โจทก์ย่อมมีอำนาจที่จะจำหน่ายรถยนต์พิพาทไปได้ แต่เมื่อโจทก์ได้รับเงินจากการจำหน่ายน้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์ไป จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ขาด ถือได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ประมูลขายไปเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสองแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 445,116.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 434,579.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายรวิภาส และยึดรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลางเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 และเจ้าพนักงานตำรวจคืนรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์ไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2554 โจทก์ได้ประมูลขายรถยนต์ดังกล่าวไปในราคา 2,065,420.56 บาท เมื่อหักยอดเงิน 2,500,000 บาท ที่โจทก์จ่ายแก่บริษัทภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ยังขาดเงินอยู่อีก 434,579.44 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 434,579.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ต้องจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างประกอบกิจการศูนย์บริการล้าง ทำความสะอาดรถยนต์ ขัดเคลือบสีและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ "โปลิ - เคม" จำเลยที่ 2 เช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาปิ่นเกล้า เปิดเป็นศูนย์บริการโปลิ - เคม (ปิ่นเกล้า) จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์จากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ "โปลิ - เคม" เป็นชื่อทางการค้าของร้าน ให้ใช้แบบฟอร์มพนักงานและแบบฟอร์มเอกสาร โดยจำเลยที่ 2 ต้องใช้ระบบและรูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจตามรูปแบบที่จำเลยที่ 1 กำหนด บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ทำสัญญาเช่ารถยนต์พิพาทยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน ฎฐ xxxx กรุงเทพมหานคร จากบริษัทภัทรลิสซิ่งจำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2553 และบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์สเอบีเอเอส จำกัด ได้เอาประกันภัยรถยนต์พิพาทไว้กับโจทก์ เริ่มต้นคุ้มครองวันที่ 9 มกราคม 2554 สิ้นสุดวันที่ 9 มกราคม 2555 คุ้มครองรถยนต์สูญหาย 2,500,000 บาท มีบริษัทภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ ปรากฏตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2554 นายบุญเลิศ พนักงานของบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ผู้เอาประกันภัยนำรถยนต์พิพาทไปให้พนักงานของจำเลยที่ 2 ที่ศูนย์บริการโปลิ - เคม (ปิ่นเกล้า) ล้างรถ แต่ในวันเดียวกันพนักงานของจำเลยที่ 2 ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่มีสิทธิรับรถยนต์พิพาท ทำให้รถยนต์พิพาทสูญหาย ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหาย พนักงานของจำเลยที่ 2 จึงกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยและโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย ทั้งจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตนเองแสดงว่าศูนย์บริการล้างรถของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อผู้เอาประกันภัยในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 และมาตรา 821 ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2554 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย 2,500,000 บาท แก่ผู้รับประโยชน์ ปรากฏตามสำเนาเช็ค ลงวันที่ 24 มีนาคม 2554 สำเนาใบเสร็จรับเงิน ลงวันที่ 7 เมษายน 2554 และสำเนาหนังสือที่ผู้เอาประกันภัยปลดเปลื้องความรับผิดชอบเกี่ยวกับรถยนต์พิพาท และให้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันชำระเงินแล้ว และวันที่ 4 ตุลาคม 2554 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายรวิภาส พร้อมกับยึดรถยนต์พิพาทเป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 7 ตุลาคม 2554 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนรถยนต์พิพาทจากผู้รับประโยชน์ได้ขอรับรถยนต์พิพาทคืนมาจากเจ้าพนักงานตำรวจ และโจทก์มีหนังสือถึงนายบุญเลิศพนักงานของผู้เอาประกันภัยว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 2.1 และข้อ 2.1.1 ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะขอรับรถยนต์คืน แต่ผู้เอาประกันภัยจะต้องคืนจำนวนเงินเอาประกันที่โจทก์ได้ชดใช้ไปแล้วแก่โจทก์ และหากปรากฏว่ารถยนต์พิพาทได้รับความเสียหาย โจทก์มีหน้าที่ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนส่งมอบคืน ปรากฏตามสำเนาหนังสือ ซึ่งผู้เอาประกันภัยแจ้งขอสละสิทธิที่จะรับรถยนต์พิพาทคืน โจทก์จึงได้ดำเนินการป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5066/2560 · ทนอย Thanoy