คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 5089/2565
หลักกฎหมาย
ใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอน ส่วนใบมอบฉันทะด้านหลังก็มีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย ยังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน จึงเป็นเอกสารที่ข้อความยังไม่สมบูรณ์ มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลย คงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 265, 268 ระหว่างพิจารณา นางเยาวลักษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,630,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี แต่คดีส่วนแพ่งให้ฟ้องใหม่โดยไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะฟ้องจำเลยในคดีส่วนแพ่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 8 เดือน ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยและผู้เสียหายรับราชการครู จำเลยและผู้เสียหายเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ผู้เสียหายมอบคำขอกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้จำเลยนำไปยื่นต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้เงิน 2,000,000 บาท หักเงินค่าหุ้นเพิ่มและอื่น ๆ แล้ว คงเหลือเงินมอบให้ผู้เสียหาย 1,580,300 บาท วันที่ 27 กันยายน 2561 นายธนัทชาติสามีของนางมยุรีไปขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. โดยนายธนัทชาติลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย และลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบฉันทะในใบมอบฉันทะ ซึ่งอยู่ด้านหลังใบถอนเงินฝาก เจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. มอบเงินสด 1,580,300 บาท ให้นายธนัทชาติ วันเดียวกันนายธนัทชาตินำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของนางมยุรี ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2561 จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกเรื่องร้องทุกข์ มีข้อความว่า จำเลยตกลงจะชำระเงิน 1,600,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยไม่ชำระ คดีในส่วนแพ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้อื่น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ภายหลังจำเลยยื่นคำขอกู้เงินของผู้เสียหายและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวทันญาพร เจ้าหน้าที่แผนกทะเบียนหุ้นและคอมพิวเตอร์ สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. พยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยนำคำขอกู้เงินของผู้เสียหายไปให้นางสาวทันญาพรคำนวณยอดเงินกู้ ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2561 จำเลยไปพบนางสาวทันญาพรแจ้งว่าผู้เสียหายอยากได้เงินไปใช้ก่อน จำเลยขอให้นางสาวทันญาพรช่วยติดต่อขอกู้เงินจากนางมยุรี 800,000 บาท และมอบสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย ใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะรับเงินแทนที่มีลายมือชื่อเจ้าของบัญชีลงไว้ก่อนแล้ว รวมทั้งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้เสียหายให้นางสาวทันญาพรเก็บไว้ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2561 นางมยุรีไปพบนางสาวทันญาพรขอดูเอกสารที่ต้องใช้ในการเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย วันเดียวกันนางมยุรีส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์แสดงการโอนเงิน 800,000 บาท แก่จำเลยมาให้นางสาวทันญาพร ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2561 สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้เงิน นางสาวทันญาพรโทรศัพท์แจ้งให้นางมยุรีทราบ นางมยุรีแจ้งว่าจะให้นายธนัทชาติไปรับเงิน นางสาวทันญาพรกรอกข้อความในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะที่มีลายมือชื่อเจ้าของบัญชีลงไว้ก่อนแล้ว และมอบเอกสารดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่การเงินแจ้งว่าจะมีคนมารับเงิน วันเดียวกันนายธนัทชาติไปติดต่อขอรับเงินจำนวนดังกล่าว คำเบิกความของนางสาวทันญาพร สอดคล้องกับคำเบิกความของนางมยุรีและนายธนัทชาติ นางมยุรียังเบิกความว่า จำเลยแจ้งว่าผู้ขอกู้จะให้ดอกเบี้ย 80,000 บาท นางมยุรีโอนเงิน 800,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเมื่อวันที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง