คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 51/2541
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยขับรถยนต์โดยสารห่างจากรถยนต์บรรทุกเพียง10 เมตร แล้วเร่งความเร็วเพื่อจะแซงขึ้นหน้ารถยนต์บรรทุกในขณะที่รถยนต์บรรทุกกำลังแซงขึ้นหน้ารถไถนาเดินตามข้างซ้ายโดยมีรถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมจอดอยู่บนไหล่ทางข้างขวาในถนนที่มีผิดจราจรกว้างเพียง 5 เมตร เช่นนี้ เป็นการแซงรถเมื่อเข้าที่คับขันซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยควรคาดหมายได้ว่าการขับรถยนต์แซงขึ้นไปเช่นนั้นอาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นในทางเดินรถได้เป็นการกระทำโดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์จำเลยจึงมีความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46(4), 78, 157, 160 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายอุทิศ ทัพแสง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46(4), 78, 157, 160 (ที่ถูก 160 วรรคแรก)เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 300อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10-1626 สุรินทร์ ชนรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 10-2857 ขอนแก่น แล้วรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวได้แล่นเข้าชนรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน น-9263 สุรินทร์ ของโจทก์ร่วมซึ่งจอดอยู่บนไหล่ทางข้างหน้า เป็นเหตุให้ผู้ขับและผู้ที่นั่งมาในรถยนต์บรรทุกได้รับอันตรายแก่กาย และโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสคดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่สำหรับความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนายคำววง ท่วมไธสง กับนายอวน บุตรเคน เป็นพยานเบิกความฟังประกอบกันว่าก่อนจะถึงที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร นายคำวงผู้ขับรถยนต์บรรทุกได้ให้สัญญาณขอแซงขึ้นหน้าแก่รถไถนาเดินตามที่แล่นอยู่บนไหลทางข้างหน้าด้านซ้าย เมื่อได้รับสัญญาณมือจากรถไถนาเดินตาม นายคำวงจึงขับรถยนต์บรรทุกแซงขึ้นไป ขณะที่ยังแซงไม่พ้นรถไถนาเดินตามจำเลยซึ่งขับรถยนต์โดยสารตามหลังมาด้วยความเร็วสูงได้แซงรถยนต์บรรทุกขึ้นไปในลักษณะซ้อนสามคัน แต่เนื่องจากบนไหล่ทางข้างหน้าด้านขวาห่างออกไปประมาณ 50 เมตร มีรถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมจอดอยู่ จำเลยจึงหักรถยนต์หลบมาชนท้ายรถยนต์บรรทุกโดยแรง ทำให้รถยนต์บรรทุกพุ่งออกไปข้างหน้า ขณะที่นายคำวงพยายามห้ามล้อรถยนต์บรรทุก รถยนต์โดยสารก็พุ่งเข้าชนท้ายอีกครั้งหนึ่ง เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกเสียหลักแฉลบไปชนรถยนต์กระบะของโจทก์ร่วมจนพลิกคว่ำตกถนนไปด้วยกัน โดยมีร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ หว้ามุข พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุแทบจะทันทีที่เกิดเหตุได้ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ ตามภาพถ่ายหมาย จ.1 ถึง จ.3 และทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุกับบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.6 จ.7 และ จ.14 ถนนที่เกิดเหตุมีผิวจราจรกว้างประมาณ5 เมตร แบ่งช่องเดินรถออกเป็น 2 ช่อง ช่องละ 2.50 เมตร ให้รถแล่นสวนทางกันโดยมีเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเป็นแนวไว้ มีไหล่ถนนเป็นลูกรังอัดแน่นกว้างข้างละ 1.60 เมตร พบคราบน้ำมันเครื่องบนถนนด้านทิศเหนือและพบรอยบดของล้อจากทางทิศเหนือของถนนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ไปสิ้นสุดทางด้านทิศใต้ของถนนยาวประมาณ 60 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นรอยบดของล้อรถยนต์บรรทุก ได้ถ่ายภาพจุดชนและรอยครูดได้ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 พยานได้สอบสวนนายยงยุทธ ศรีวรรณา ผู้โดยสารรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุไว้ด้วย นายยงยุทธให้การว่า ครั้งแรกเห็นรถยนต์โดยสารส่ายไปมาและแล่นด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วขับแซงขึ้นไปในลักษณะซ้อนสาม ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.16 ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยขับรถยนต์โดยสารตามหลังรถยนต์บรรทุกของนายคำวงมา เมื่ออยู่ห่างประมาณ 10 เมตร จำเลยเปิดไฟเลี้ยวขวาและเร่งความเร็วเพื่อจะแซงรถยนต์บรรทุก ขณะที่จำเลยขับรถยนต์โดยสารไปอยู่ห่างจากรถยนต์บรรทุกประมาณ 1 เมตร คนขับรถยนต์บรรทุกได้ขับรถแซงขึ้นหน้ารถไถนาเดินตามโดยไม่ให้สัญญาณ อันเป็นการแซงในลักษณะปาดหน้ารถยนต์โดยสารที่จำเลยขับอยู่อย่างกระทันหัน จำเลยไม่สามารถหยุดรถยนต์ได้ทันจึงชนท้ายรถยนต์บรรทุก หลังจากนั้นนายคำวงได้ห้ามล้อรถยนต์บรรทุกกลางถนน รถยนต์โดยสารจึงชนรถยนต์บรรทุกอีกครั้งหนึ่ง รถยนต์บรรทุกแล่นไปอีกประมาณ 10 เมตร ก็เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์ร่วมจนล้อหน้าของรถยนต์บรรทุกหลุดออกทั้งสองข้าง ส่วนจำเลยประคองรถยนต์ไปจอดในช่องเดินรถด้านซ้าย แล้วลงไปโทรศัพท์บอกเจ้าของรถยนต์ไม่ได้หลบหนี โดยมีนายบุญล้อม มาลา นายเดือน ก้านอินทร์ และนายเฉลิมชัย ทองก้านเหลืองเป็นพยานเบิกความสนับสนุน ดังนี้เห็นว่าโจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนายคำวงซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกและนายอวนผู้นั่งอยู่ด้านหลังของรถยนต์บรรทุกเบิกความตรงกันว่า รถยนต์โดยสารได้แล่นตามหลังรถยนต์บรรทุกมาแต่ไกลเมื่อนายคำวงขับรถยนต์บรรทุก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง