คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 510/2540
หลักกฎหมาย
แม้ตามสัญญาจ้างระบุว่าการว่าจ้างอาจจะถูกบอกเลิกได้โดยการที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าหนึ่งเดือนหรือจ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ตามแต่การบอกเลิกจ้างดังกล่าวก็จะต้องมีเหตุอันสมควรมิฉะนั้นจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา49ได้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์หนึ่งเดือนแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้วแต่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างการเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้โจทก์ฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจะไม่ได้ระบุว่าเรียกร้องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างไว้โดยตรงก็ตามแต่เมื่ออ่านคำฟ้องที่บรรยายประกอบกันก็เข้าใจได้ว่าเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทำให้โจทก์ไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิในวันที่ยังเหลืออยู่14วันและโจทก์มาฟ้องเรียกเอาค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแทนในวันดังกล่าวฟ้องโจทก์จึงเข้าใจได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกเอาค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับปีที่เลิกจ้างโจทก์ซึ่งยังมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีเหลืออยู่14วันนั่นเองฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจของศาลแรงงานที่ไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยถอนตัวและสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบเพราะจำเลยไม่นำพยานมาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา54ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 172พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 54
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งผู้จัดการโครงการ ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนเดือนละ 202,898 บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ80,000 บาท ค่าสาธารณูปโภคสำหรับพักอาศัยเดือนละประมาณ 7,500บาท ค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศเดือนละ 500 บาท และค่าโทรศัพท์ภายในประเทศเดือนละ 400 บาท รวมเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 291,298 บาท ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2537 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามสัญญาจ้างแรงงานโจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 4 สัปดาห์ โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีอีก 14 วัน และตามสัญญาจ้างแรงงานจำเลยจะต้องจัดหาและชำระค่าตั๋วเครื่องบินโดยสารไปกลับกรุงเทพ-เมืองดัลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้แก่โจทก์และภรรยาราคาที่นั่งละ 85,055 บาท สำหรับการหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว กับจำเลยลดเงินเดือนของโจทก์ลงเดือนละ 7,342 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2536 ถึงเดือนเมษายน2537 เป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 73,420 บาท ทั้งจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าใช้จ่ายในการขนย้ายครอบครัวและทรัพย์สินกลับประเทศสหรัฐอเมริกาตามสัญญาจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 291,298 บาท ค่าชดเชย 873,984บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 135,939 บาทค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-เมืองดัลลัส สำหรับโจทก์เป็นเงิน 141,758 บาท และสำหรับภรรยาโจทก์ในการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านครึ่งปีเป็นเงิน 85,055 บาท ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายครอบครัวและสัมภาระกลับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเงิน366,582 บาท เงินเดือนที่จำเลยจ่ายขาด 73,420 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 4,078,172 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ในอัตราค่าจ้างเดือนละ202,898 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำเลยจ่ายให้ตามความเป็นจริงซึ่งมิใช่ค่าจ้างที่จำเลยลดค่าจ้างโจทก์เป็นการลดโดยความยินยอมของโจทก์เอง และจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญาจ้างต่อกันหรือโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างด้วยความสมัครใจ และตามสัญญาจ้างคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยแจ้งให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งโจทก์ไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2537 จึงถือว่าโจทก์สมัครใจเลิกสัญญาจ้างเองหรือมิฉะนั้นเป็นกรณีโจทก์ขาดงานเกิน 3 วันทำงานโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้ สำหรับค่าตั๋วเครื่องบินโดยสารกรุงเทพ-เมืองดัลลัส นั้น โจทก์ยังทำงานไม่ครบรอบปีที่ 2 ทั้งสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับและราคาต่อคนต่อเที่ยวไม่เกิน 33,500 บาท ส่วนค่าขนย้ายสูงเกินความจริง ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายว่าเป็นวันหยุดพักผ่อนสำหรับปีใดขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาด73,420 บาท ค่าชดเชย 608,694 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 405,796 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี94,685,73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 มิถุนายน 2537) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าการจ้างงานระหว่างโจทก์จำเลยมีสัญญาจ้างต่อกัน ซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่ชัด เพียงแต่กำหนดว่าประมาณ 3 ปี และสัญญาระบุว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาจ้างได้โดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือถึงอีกฝ่ายหนึ่ง หรือจ่ายเงินทดแทนเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนแทนการบอกกล่าวได้ เมื่อจำเลยใช้สิทธิตามข้อตกลงระหว่างกันดังกล่าวย่อมถือว่ามีอำนาจทำได้โดยชอบมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า แม้ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า การว่าจ้างอาจจะถูกบอกเลิกได้โดยการที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าหนึ่งเดือนหรือจ่ายค่าสินไหมเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็ตาม แต่การบอกเลิกจ้างดังกล่าวก็จะต้องมีเหตุอันสมควรมิฉะนั้นจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ได้เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่6 เมษายน 2537 โดยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์หนึ่งเดือนแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างเช่นนี้การเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ส่วนที่เรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเวลา 14 ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง