ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 511/2542

หลักกฎหมาย

ข้อกำหนดองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เรื่องกฎทางอากาศและบริการจราจรทางอากาศได้ระบุถึงเครื่องบินขนาดกลางและขนาดเบาที่บินลงตามหลังเครื่องบินขนาดหนักต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยที่สุด 2 นาที และ 3 นาทีตามลำดับแต่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเครื่องบินลำที่ ส.ขับกับเฮลิคอปเตอร์ของกรมตำรวจต่างเป็นเครื่องบินขนาดเบาทั้งคู่จึงไม่เข้าข่ายข้อกำหนดฯ ตามที่โจทก์อ้างจากรายงานของคณะกรรมการสอบสวนได้ความว่าในทางปฏิบัติหอบังคับการบินหัวหินอนุญาตให้เครื่องบินทั้งสองชนิดลงพร้อมกันได้และข้อเท็จจริงได้ความว่าที่สนามบินหัวหินโจทก์จัดให้เฮลิคอปเตอร์จอดอยู่ห่างจากขอบทางวิ่งของเครื่องบินประมาณ30 เมตร เท่านั้น โดยจุดจอดของเฮลิคอปเตอร์มีมานาน ร่วม 20 ปีแล้ว จึงเป็นความผิดของโจทก์ที่ทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจจัดให้เฮลิคอปเตอร์จอดอยู่ห่างจากขอบทางวิ่ง ของเครื่องบินมากกว่า 90 เมตร ได้กรณีดังกล่าว จึงโทษจำเลยทั้งสองไม่ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความว่าหลังเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน คณะทำงานของคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการทดลอง ณ สนามบินหัวหินเพื่อพิสูจน์ว่าอิทธิพลของกระแสอากาศมวลวนที่เกิดจากเฮลิคอปเตอร์ จะก่อให้เกิดอันตรายต่อการบินของเครื่องบินหรือไม่ ซึ่งจากผลการทดลองไม่มีกระแสอากาศมวลวนเกิดขึ้น จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเครื่องบินที่ส. ขับได้ถูกกระแสอากาศมวลวนอันเกิดจากเฮลิคอปเตอร์ หลังเกิดคดีนี้โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นผลสรุปเห็นว่าจำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง พยานโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิบัตินอกระเบียบข้อบังคับของหอบังคับการบินพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,336,650.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,001,720.16 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบและขั้นตอนที่โจทก์กำหนดไว้ เหตุที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุม โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปีแล้วฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,886,964.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม ศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย เป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ ตั้งอยู่ที่สนามบินหัวหิน (สนามบินบ่อฝ้าย) รับฝึกสอนการบิน จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ ทำหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศอยู่ที่สนามบินดังกล่าว นายสมศิลป์ รัตนจันทร์ เป็นนักเรียนที่บริษัทการบินไทย จำกัด ส่งมาฝึกอบรมการบิน โดยมีพันเอกเอนก ดารารักษ์ เจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นครูฝึก เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528 นายสมศิลป์ทำการฝึกบินเดี่ยว ด้วยเครื่องบินแบบเชสน่า 150 เจของโจทก์ภายใต้การควบคุมดูแลของพันเอกเอนก หลังจากนายสมศิลป์ บินเดี่ยว บนอากาศประมาณ 1 ชั่วโมง ได้วิทยุขออนุญาตจำเลยทั้งสองนำเครื่องบินร่อนลง ขณะเดียวกัน พลตำรวจตรีป้อมเพชร นาคธน ครูฝึกการบินของกรมตำรวจวิทยุขออนุญาตจำเลยทั้งสองนำเฮลิคอปเตอร์ แบบเบลล์ 212ของกรมตำรวจลงจอดที่สนามบินด้วย จำเลยทั้งสองอนุญาตให้พลตำรวจตรีป้อมเพชรนำเฮลิคอปเตอร์ ลงจอดที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์หมายเลข 3 ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นทางวิ่งของสนามบินประมาณ 30 เมตรและอนุญาตให้นายสมศิลป์นำเครื่องบินร่อนลงตามหลังเฮลิคอปเตอร์ ก่อนเวลา 3 นาที ในระหว่างที่พลตำรวจตรีป้อมเพชรนำเครื่องลงจอดโดยยังมิได้ดับเครื่องยนต์และใบพัดประธานของเฮลิคอปเตอร์ ยังไม่หยุดหมุนนายสมศิลป์ ก็ได้นำเครื่องบินร่อนลง ปรากฏว่าเมื่อลดระดับลงเหนือทางวิ่ง เครื่องบินได้เสียหลักกระดอนขึ้นลงหลายครั้งแล้วส่ายไปมาเซออกนอกทางวิ่งไปทางด้านซ้ายพุ่งเข้าชนเฮลิคอปเตอร์ เป็นเหตุให้ใบพัดประธานของเฮลิคอปเตอร์ตัดปีกซ้ายเครื่องบินที่นายสมศิลป์เป็นผู้ขับขาดออกและนายสมศิลป์ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมากรมตำรวจได้ฟ้องนายสมศิลป์เป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ที่ศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหาย ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้กรมตำรวจเป็นเงิน 7,360,911.16 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ส่วนนายสมศิลป์ ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มิได้ฎีกา คดีถึงที่สุด และโจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายตามคำพิพากษาให้แก่กรมตำรวจแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นประเด็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงว่า เครื่องบินแต่ละเครื่องได้รับความเสียหายจำนวนเท่าใด ไม่มีข้อความหรือเอกสารหลักฐานใด ๆ แสดงให้ปรากฏว่าค่าเสียหายเป็นมาอย่างไร เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงค่าเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองไว้โดยชัดแจ้งแล้ว โดยโจทก์อ้างว่าเครื่องบินของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 114,716 บาท และเฮลิคอปเตอร์ ของกรมตำรวจที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 10,886,964.16 บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน 11,001,720.16 บาท ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ค่าเสียหายที่โจทก์บรรยายไว้ย่อมเพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจได้แล้วว่าจำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ให้โจทก์เท่าใดส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับค่าเสียหายเป็นเรื่องที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ และข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบในรายละเอียดของค่าเสียหายให้ปรากฏนั้นเป็นคนละเรื่องกัน หากโจทก์นำสืบไม่ได้ตามที่จำเลยทั้งสองอ้างศาลอาจไม่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ก็ได้ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้โดยแจ้งชัดแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อต่อไปเห็นควรนำประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองหรือไม่มาวินิจฉัยก่อน ในข้อนี้ตามคำฟ้องและข้อนำสืบของโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อ เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 511/2542 · ทนอย Thanoy