ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 512/2539

หลักกฎหมาย

ที่ดินโฉนดเลขที่38163เป็นที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนของที่ดินโฉนดเลขที่3151ของโจทก์ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ขายไปเมื่อปี2528หลังจากที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนแล้วที่ดินโฉนดเลขที่38163ที่เหลือจากการเวนคืนอยู่นั้นย่อมจะมีราคาสูงขึ้นดังนั้นจำเลยที่2จึงมีสิทธินำราคาสูงขึ้นของที่ดินโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินซึ่งจำเลยที่2จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคสอง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26วรรคสามบัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ได้มีการจ่ายเงินหรือวางเงินค่าทดแทนดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีคงที่นับแต่วันที่27กุมภาพันธ์2534เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จยังไม่ถูกต้องโจทก์จึงชอบที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ พ.ศ.2516ซึ่งในมาตรา3กำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่1เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่1 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ พ.ศ.2511กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาในฐานะดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยย่อมมีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2497หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530แล้วแต่กรณีและที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานั้นก็เพราะการเวนคืนดังกล่าวอยู่ในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่3ด้วยดังนั้นเมื่อมีการอ้างว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2497หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530แล้วแต่กรณีผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่3ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่3151 แขวงสุรวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 278.3 ตารางวาพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน อาคารเลขที่ 67 จำนวน 3 หลัง ปรากฎว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงค์ พ.ศ. 2516 โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินในอัตราตารางวาละ 300,000 บาท เท่ากันตลอดทั้งแปลงเป็นเงิน83,490,000 บาท และควรได้รับค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน6,540,000 บาท พร้อมค่ารื้อถอนขนย้ายอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน7,540,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้นจำนวน 91,241,031 บาท แต่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนแล้วจำนวน 14,010,372 บาท จึงเป็นจำนวนเงินค่าทดแทนที่ขอเพิ่งขึ้นจำนวน 77,230,659 บาท โจทก์อุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2534 ปรากฎว่าจนบัดนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงของจำเลยที่ 3 ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 77,230,659 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี ตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์2534 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,955.500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 22,675,500 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า เงินค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 มาตรา 14 บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่เจ้าของตามมาตรา 11 นั้น ถ้าไม่มีบัญญัติเป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดเป็นเฉพาะแล้ว ให้กำหนดราคาทรัพย์สินที่ต้องเวนคืนตามความเป็นธรรมที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับตามพระราชกฤษฎีกาตามความในมาตรา 6 " และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 บัญญัติว่า"เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18นั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้วให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6"แสดงว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมีหลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนทำนองเดียวกันคือ ถ้าพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มิได้บัญญัติเรื่องเงินค่าทดแทนไว้ ต้องกำหนดเงินค่าทดแทนตามราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เป็นการเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์และแขวงสีลม เขตบางรักและแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 โดยมีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ ตำบลสีลม อำเภอบางรัก และตำบลนานนาวาตำบลทุ่งมหาเมฆ ตำบลทุ่งวัดดอน ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวาจังหวัดพระนคร พ.ศ. 2511 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 16 ตุลาคม2511 เมื่อพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ฯ พ.ศ. 2516 ไม่มีบทบัญญัติเป็นพิเศษในเรื่องเงินค่าทดแทนไว้จึงต้องกำหนดเงินค่าทดแทนโดยใช้ราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ฯ พ.ศ. 2511 คือวันที่ 16 ตุลาคม 2511 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทน ดังนั้นโจทก์จะขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโจทก์ตารางวาละ 300,000 บาท ซึ่งเป็นราคาประเมินปี 2535 หาได้ไม่แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากมีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ฯ พ.ศ. 2516 ให้บังคับแล้วจำเลยก็มิได้ดำเนินการชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์ในเวลาอันควรและเพิ่งจะกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ในปี 2531 เช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายการที่คณะกรรมการกำหนดเงินค่าทดแทนของจำเลยที่กำหนดค่าทดแทนราคาที่ดินให้แก่โจทก์มีมติให้ใช่เงินค่าทดแทนตามราคาประเมินปี 2531 สำหรับที่ดินส่วนแรกเนื้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2539 · ทนอย Thanoy