ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 5129/2546

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัยในชั่วโมงดังกล่าวด้วย การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายนับเป็นสิ่งที่เหมาะสม แม้เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการวิ่งครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบ จะถือเป็นวิธีการทำโทษที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วแต่การที่นักเรียนทั้งหมดยังวิ่งได้ไม่เรียบร้อยแบบเดิมอีก จำเลยที่ 1 ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษโดยวิธีอื่น การที่สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบและเมื่อนักเรียนยังทำได้ไม่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันอากาศร้อนและมีแสงแดดแรงนับเป็นการใช้วิธีการลงโทษที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียนซึ่งอายุระหว่าง 11 ปี ถึง 12 ปีได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งการออกกำลังกายโดยการวิ่งย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ จำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติจนทำให้เด็กชาย พ. ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบที่ 11 และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว จึงเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทราบว่าเด็กชาย พ. เป็นโรคหัวใจก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย การที่จำเลยที่ 1 ทำการสอนวิชาพลศึกษาของโรงเรียนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อทำให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้โจทก์เพื่อช่วยเหลืองานศพหรือจัดการศพเด็กชาย พ. ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ กรณีจึงไม่อาจนำเงินช่วยงานศพที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ได้ การที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะถูกทำละเมิดโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตกเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าในปัจจุบันและในอนาคตภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร เด็กชายจะสามารถทำงานมีรายได้มาอุปการะโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม 3 รอบ เพื่ออบอุ่นร่างกายและการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นักเรียนวิ่งต่อไปอีก 3 รอบ เพราะนักเรียนวิ่งกันไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบ เป็นวิธีการสอนและลงโทษนักเรียนตามสมควรแก่เหตุและเหมาะสม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบสนาม ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เป็นการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มุ่งหวังให้นักเรียนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตจำเลยที่ 1 ยังมีความหวังดีต่อนักเรียนต้องการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีความรู้เหมือนดังวิสัยของครูทั่วไป แม้เป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตายแต่จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือกระทำการประมาทอย่างร้ายแรง เพียงแต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบและไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้มีอาชีพครูสอนพลศึกษาจะพึงปฏิบัติและสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพของเด็กชาย พ. ไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามกฎหมายไม่ได้ แต่ศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของการทำละเมิดได้ แม้เหตุละเมิดเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้วสิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นมารดาของเด็กชายพงศกร สังฆมณี จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีตำแหน่งเป็นอาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต กรมสามัญศึกษา จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2539 เวลา13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาพลศึกษาออกคำสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/4 โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต วิ่งรอบสนามบาสเกตบอล เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนการสอนจำนวน 11 รอบ จนเป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรนักเรียนในชั้นดังกล่าวซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจล้มลงขณะวิ่งรอบที่ 11 และหมดสติไป จำเลยที่ 1 กลับนิ่งเฉยไม่ให้ความช่วยเหลือในทันทีทันใดต่อมามีอาจารย์อื่นได้นำเด็กชายพงศกรส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเด็กชายพงศกรก็ถึงแก่ความตาย การตายของเด็กชายพงศกรสืบเนื่องมาจากขาดการเอาใจใส่ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ตรวจสอบดูว่าเด็กชายพงศกรป่วยเป็นโรคหัวใจหรือไม่ และให้เด็กชายพงศกรวิ่งกลางแดดในเวลาบ่ายโมงจำนวนหลายรอบจนทำให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำตามหน้าที่ของผู้แทนจำเลยที่ 2 ความเสียหายเกิดจากการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ทำโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนามบาสเกตบอลเกินกว่าปกติ เป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตาย ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ หลังเกิดเหตุโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตได้ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล และค่าจัดงานศพทั้งหมดแทนโจทก์แล้ว ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ฟ้องเรียกมานั้นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2539 เวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต และเป็นข้าราชการครูในสังกัดของจำเลยที่ 2 ได้ออกคำสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/4 ซึ่งมีจำนวน 53 คนวิ่งรอบสนามของโรงเรียนซึ่งมีความยาวประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบเมื่อครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบ เมื่อครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบ และเมื่อนักเรียนวิ่งครบแล้ว จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้นักเรียนทั้งหมดวิ่งอีก 3รอบ เป็นครั้งที่ 4 เด็กชายพงศกร สังฆมณี บุตรของโจทก์ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบ ได้วิ่งถึงรอบที่ 11 ก็ล้มลง ต่อมามีอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาคนอื่นซึ่งอยู่ใกล้เคียงได้อุ้มเด็กชายพงศกรไปทำการปฐมพยาบาล แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงนำเด็กชายพงศกรไปส่งที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเด็กชายพงศกรก็ถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว โจทก์ซึ่งเป็นมารดาได้จัดงานศพเด็กชายพงศกรที่วัดราษฎร์ศรัทธาธรรมบรรดาครูและนักเรียนของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตได้ไปร่วมและช่วยงานศพโดยตลอด และออกค่าใช้จ่ายให้หลายรายการโจทก์ได้รับเงินช่วยงานศพประมาณ 60,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่คณะกรรมการสอบสวนยังมิได้มีคำวินิจฉัยโดยให้รอฟังผลของคำพิพากษาในคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง