คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 5131/2563
หลักกฎหมาย
จำเลยรับโอนเงินจาก ส. โดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่ ท. ขายให้ ส. แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของ ท. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับ ท. หรือ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของ ท. เท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับ ท. เพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับ ท. หรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับ ท. เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ท. แต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 83พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 5พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 6พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 8
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสิทธิเดชได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด ชนิดผงสีส้ม และชนิดเกล็ดสีขาวรวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 42.014 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และสลิปการโอนเงิน 4 ใบ โดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน 1 ใบ เป็นของกลาง นายสิทธิเดชให้การว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในราคา 65,000 บาท จากนายทศพล โดยนายทศพลให้นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีและโอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวยุวดี นายสิทธิเดชจึงได้โอนเงินดังกล่าวผ่านตู้ฝากเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวังน้อย แล้วแจ้งการโอนให้นายทศพลทราบ จากนั้นนายทศพลนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่ริมถนนเลียบคลองหก จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้นายสิทธิเดชมารับไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยนำสืบรับว่า บัญชีเงินฝากที่นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาทให้นั้น เป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยและจำเลยได้ถอนเงินดังกล่าว 8,000 บาทออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยไม่ทราบว่าเป็นเงินซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและไม่ทราบว่าใครโอนมา คงเข้าใจว่าเป็นเงินค่าแชร์นั้น ได้ความว่า เมื่อดูย้อนหลัง 6 เดือน ก่อนนายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวของจำเลย ยอดเงินที่โอนหรือฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยส่วนมากจะเป็นหลักร้อยบาท และมีหลักพันบาทซึ่งไม่เกิน 4,000 บาท อยู่บ้างเป็นระยะ ๆ ส่วนที่เกิน 4,000 บาท มีเพียง 14 ครั้ง และส่วนใหญ่แต่ละครั้งห่างกันหลายวัน โดยครั้งล่าสุดห่างจากวันที่นายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีนี้ของจำเลยถึง 21 วัน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเข้าใจว่าเงินที่นายสิทธิเดชโอนมานั้นเป็นเงินค่าแชร์ เพราะจำนวนเงินไม่เป็นไปตามปกติที่มีการฝากและโอนซึ่งเป็นหลักร้อยบาทและพันบาทต้น ๆ ทั้งจำเลยได้ใช้ระบบแจ้งเตือนการเข้าและออกของเงินในบัญชีไว้กับธนาคารผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงทราบในทันทีที่มีเงินดังกล่าวโอนเข้ามา การที่จำเลยรีบถอนเงินส่วนหนึ่ง จำนวน 8,000 บาท ออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้นแสดงว่าจำเลยน่าจะทราบถึงที่มาของเงินนั้นจึงมิได้ติดใจสงสัยหรือตรวจสอบที่มาก่อน โดยเฉพาะจำเลยรับว่าเคยคบหากับนายทศพลอย่างคนรักและไม่รู้จักนายสิทธิเดชจึงเชื่อว่านายทศพลเป็นผู้มอบหมายเลขบัญชีเงินฝากของจำเลยให้นายสิทธิเดชและแจ้งให้นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งให้จำเลย เพราะหากจำเลยไม่มีส่วนรับรู้ถึงการขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพลก็ไม่มีเหตุผลที่นายทศพลจะให้นายสิทธิเดชเป็นผู้โอนเงินให้จำเลยโดยตรง เพราะอาจทำให้จำเลยต้องมีส่วนพัวพันในการกระทำความผิดหรือรู้ถึงการกระทำความผิดของนายทศพลซึ่งปกติควรเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของตน ยิ่งกว่านั้นได้ความจากนายสิทธิเดชพยานจำเลยรับว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสิทธิเดชที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง มีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบันทึกไว้ด้วย โดยระบุชื่อว่า "เจ้โจ" ซึ่ง "โจ" คือชื่อเล่นของนายทศพล อันแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นคนรักหรือคนใกล้ชิดของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าได้เลิกคบหากับนายทศพลมาเป็นปีแล้ว จึงรับฟังไม่ขึ้น นอกจากที่นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยแล้ว ยังปรากฏว่าในเวลาเดียวกันนายสิทธิเดชได้โอนเงินค่าเมท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง