ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 5146/2558

หลักกฎหมาย

ป.อ. มาตรา 84 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ..." นั่นคือ ให้ถือเสมือนว่าผู้ใช้เป็นตัวการ เป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ..." แต่กรณีที่ผู้กระทำความผิดด้วยตนเองโดยไม่ร่วมกับผู้อื่นนั้น ไม่เรียกว่าตัวการ ดังนั้น หากร่วมกระทำความผิดกับผู้อื่น แต่ผู้ร่วมกระทำคนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น อันเนื่องมาจากเป็นความผิดเฉพาะตัวผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นองค์ประกอบของความผิดไว้ ดังเช่นมาตรา 162 (1) (2) ผู้นั้นก็เป็นตัวการไม่ได้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร จำเลยที่ 1 จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานเป็นตัวการเพราะใช้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามมาตรา 162 (1) (2) ได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้ก็เป็นได้แต่ผู้สนับสนุนเท่านั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 157, 161, 162, 264, 265 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 8, 10, 11, 50 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 37, 39, 42, 44 จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 และที่ 10 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 และที่ 10 เสียจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (ที่ถูก 162 (1) (2)) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 (ที่ถูก มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (ที่ถูก 162 (1) (2)) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 (ที่ถูก มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวม 166 กระทง ความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 จำคุกคนละ 6 เดือน รวม 166 กระทง เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 และที่ 11 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (2) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็น 152 กรรมความผิด โดยเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 8 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลเมืองสิงห์บุรีตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงาน ตำแหน่งผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นสำนักงานเทศบาลเมืองสิงห์บุรี มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบและควบคุมการปฏิบัติงานการทะเบียนราษฎรในเขตเทศบาลเมืองสิงห์บุรี รับเรื่องการแจ้งย้ายที่อยู่ของราษฎร ตรวจสอบเอกสารในการแจ้งย้ายที่อยู่ของราษฎร และลงชื่อในฐานะนายทะเบียนผู้รับแจ้งย้ายออก ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสิงห์บุรีที่ 2/2536 และที่ 1/2539 เรื่อง แต่งตั้งผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีราษฎรที่มีชื่อถูกแจ้งย้ายที่อยู่ออกจากทะเบียนบ้านเทศบาลเมืองสิงห์บุรีไปเข้าอยู่ในทะเบียนบ้านเทศบาลเมืองชุมพร เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้แจ้งย้ายที่อยู่ออกจากทะเบียนบ้านเทศบาลเมืองสิงห์บุรีด้วยตนเอง และไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแจ้งย้ายที่อยู่แทน อีกทั้งไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ หรือ ทร.6 ชั้นสอบสวนได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนและให้ตัวอย่างลายมือชื่อเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ตามสำเนาทะเบียนบ้าน บันทึกคำให้การของพยาน ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ และตัวอย่างลายมือชื่อ เห็นว่า พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 หมวด 4 การย้ายที่อยู่ บัญญัติหลักเกณฑ์การย้ายที่อยู่ไว้ว่า กรณีการแจ้งย้ายออก เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายที่อยู่จากบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายออกต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้อยู่ในบ้านย้ายออก ส่วนกรณีแจ้งย้ายเข้านั้น เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่เข้าอยู่ในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายเข้าต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ย้ายเข้าอยู่ในบ้าน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5146/2558 · ทนอย Thanoy