คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 5157/2555
หลักกฎหมาย
การขนส่งสินค้าตามฟ้องผู้ขายเป็นผู้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ขนส่งสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังเกาะสีชัง จำเลยที่ 1 รับขนส่งโดยทำสัญญาเช่าเรือเพื่อการขนส่งและออกใบตราส่ง ซึ่งระบุว่าต้องใช้ประกอบกับสัญญาเช่าเรือ และตามสัญญาเช่าเรือระบุข้อตกลงในส่วนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะการขนถ่ายสินค้าในเทอม FIOST ซึ่งผู้เช่ามีภาระการออกค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าออกจากเรือของจำเลยที่ 1 ที่ท่าปลายทางด้วย และตามใบกำกับสินค้าระบุราคา CFR ตาม Incoterms 2000 และเทอม FO หมายความว่า ผู้ซื้อมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือเอง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการจัดหาหรือว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนส่งสินค้าจนถึงเกาะสีชังเท่านั้น จากนั้นผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งเป็นผู้ว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้าขนถ่ายลงเรือลำเลียงต่อไป เมื่อความสูญหายของสินค้าเกิดจากผู้ขนถ่ายสินค้าที่ผู้ซื้อจ้างมาทำสินค้าตกลงทะเลสูญหายไปขณะใช้เครนขนถ่ายสินค้า จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด และเมื่อเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ปฏิบัติงานของเครนลอยน้ำโดยผู้บังคับควบคุมไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ย่อมไม่ต้องรับผิด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวน 620,425.29 บาท กับชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน593,363.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 7,073.50 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์โดยให้แปลงเป็นเงินไทย คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ต้นเงินต้องไม่เกิน 593,363.05 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2550) ต้องไม่เกิน 27,062.24 บาท กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกเสียก่อนว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งสินค้าตามฟ้องนี้ผู้ขายเป็นผู้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ขนส่งสินค้าทางทะเลจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังเกาะสีชังตามใบกำกับสินค้าเลขที่ NSP-146-I และจำเลยที่ 1 รับขนส่งโดยการทำสัญญาเช่าเรือเพื่อการขนส่งเที่ยวนี้ และออกใบตราส่ง ซึ่งระบุว่าต้องใช้ประกอบกับสัญญาเช่าเรือ และได้ความว่าตามสัญญาเช่าเรือนั้น ระบุข้อตกลงในส่วนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะการขนถ่ายสินค้าในเทอม FIOST ซึ่งผู้เช่ามีภาระการออกค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าออกจากเรือของจำเลยที่ 1 ที่ท่าปลายทางด้วย อย่างไรก็ตามตามใบกำกับสินค้าดังกล่าวระบุราคา CFR ตาม Incoterms 2000 และเทอม FO ซึ่งผู้สำรวจความเสียหายได้นำมาระบุไว้ในรายงานสำรวจความเสียหายแสดงความหมายว่า ผู้ซื้อมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าจากเรือเอง นอกจากนี้นายวิชัย ผู้จัดการฝ่ายนำเข้าของบริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ผู้เอาประกันภัยก็มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 ว่า บริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ดำเนินการขนถ่ายสินค้าตามฟ้องจากเรือบาวชานมาลงเรือโป๊ะ แต่นายวิชัยก็ยังเบิกความอีกว่า ตามสัญญาซื้อขายสินค้าครั้งนี้มีเงื่อนไขว่าผู้ขายมีหน้าที่จัดส่งสินค้าทางเรือมาจนถึงเกาะสีชัง และการขนถ่ายสินค้าโดยใช้เครนลอยน้ำนั้นผู้ขายได้ติดต่อบริษัทเรนโบว์ มารีนไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการจัดหาเครนลอยน้ำ คนควบคุมเครนลอยน้ำไม่ใช่คนงานของจำเลยที่ 3 แต่เป็นคนงานของบริษัทโชควารี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยคนงานของจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้นำโซ่ไปผูกแผ่นเหล็กเพื่อให้เครนยกสินค้าแผ่นเหล็กออกจากเรือบาวชาน ทั้งนายณรงค์ พยานโจทก์ก็เบิกความด้วยว่า ผู้เอาประกันภัยได้จ่ายค่าจ้างสำหรับเครนลอยน้ำชื่อ ทองทะเลอินเตอร์ แล้ว จากพยานหลักฐานดังกล่าวที่สอดรับกันมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ผู้ขายสินค้าให้แก่บริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ผู้เอาประกันภัยช่วยจัดหาเครนยกขนถ่ายสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวและบริษัทนี้จะจ่ายค่าจ้างขนถ่ายให้แก่เจ้าของเครนลอยน้ำตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายที่ระบุในใบกำกับสินค้าดังกล่าวข้างต้นว่า FO หรือผู้ซื้อมีภาระในการออกค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าที่ท่าปลายทาง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการจัดหาหรือว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้าแต่อย่างใด ส่วนที่นายพิรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในฐานะพยานโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนถ่ายสินค้า ก็เป็นข้อมูลที่ได้อ่านจากรายงานการสำรวจความเสียหาย เท่านั้น ซึ่งนายณรงค์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานบริษัทแอสโซซิเอทส์ มารีน เซอร์เวเยอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้สำรวจความเสียหายในเหตุครั้งนี้ก็เบิกความว่า ตามที่พยานได้ระบุในรายงานการสำรวจความเสียหายว่า จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนและส่งให้บริษัทเรนโบว์ มารีนไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดหาเครนลอยน้ำมาขนถ่ายสินค้า และบริษัทเรนโบว์ มารีนไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ดำเนินการจัดหาเครนลอยน้ำชื่อ ทองทะเลอินเตอร์ มาขนถ่ายสินค้านั้นเป็นข้อมูลที่พยานได้รับจากผู้เอาประกันภัย แต่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถส่งมอบรายละเอียดและหลักฐานต่าง ๆ ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงเลื่อนลอย ขัดต่อเหตุผลและพยานเอกสารดังกล่าวมาข้างต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งเป็นผู้ว่าจ้างผู้ขนถ่ายสินค้า ออกจากเรือบาวชานของจำเลยที่ 1 ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนส่งสินค้ามาจนถึงเกาะสีชังเท่านั้น จากนั้นบริษัทสหวิริยาเพลทมิล จำกัด ในฐานะผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งเป็นผ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง