คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2531
ฎีกาที่ 5167/2531
หลักกฎหมาย
การลดค่ารายปีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 เป็นวิธีการที่กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณภาษีกรณีโรงเรือนถูกทำลาย และยังมิได้ทำขึ้นใหม่เท่านั้น จะตีความเลยไปว่ากฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ถึงกำหนดการยื่นรายการเพื่อชำระภาษีด้วยไม่ได้ เพราะตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นกรณีทรัพย์ถูกทำลายแล้ว ซ่อมเสร็จในทันใดก็จะลดค่ารายปีลง ดังนั้นการยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีใดก็เพื่อเสียภาษีในปีนั้น เมื่อปรากฏว่าโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ปิดไว้และงดใช้ประโยชน์ตลอดปีภาษีและโรงเรือนที่โจทก์รื้อถอนไปแล้วก่อนปีภาษี โจทก์ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินดังที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 9(5) บัญญัติไว้ การประเมินให้โจทก์เสียภาษีสำหรับโรงเรือนดังกล่าวจึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ โรงเรือนที่ใช้เป็นโรงงานในการประกอบอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการกำหนดค่ารายปีจึงไม่อาจนำดัชนีค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจซึ่งเป็นค่าเช่าบ้านที่อยู่อาศัยมาเทียบเคียงได้เพราะเป็นโรงเรือนคนละประเภท เมื่อไม่ได้ความว่า จำเลยกำหนดค่ารายปีโดยไม่ได้คำนึงถึงค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 แล้ว การ กำหนดค่ารายปี ตลอดจนการคำนวณภาษีของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะชี้ขาดการประเมิน เมื่อผู้รับประเมินยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ การที่จำเลยที่ 2 ชี้ขาดว่าการประเมินชอบแล้ว ให้โจทก์ชำระภาษีตามที่มีการประเมิน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและเมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 แกล้งชี้ขาดให้โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ค่าภาษีที่โจทก์ชำระก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไว้ จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 รับผิดคืนภาษีที่จำเลยที่ 1 รับชำระไว้ต่อโจทก์ได้
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 8พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 9พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 11พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 13พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 25พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 30
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ และคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนภาษีโรงเรือนประจำปี พ.ศ. 2526 และ2527 จำนวน 1,180,570.09 บาท จำเลยให้การว่า การประเมินชอบแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดหย่อนค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2526 และ 2527 บางรายการ และให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับโรงเรือนดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนภาษีจำนวน 227,118.74 บาทแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินบางรายการของปี พ.ศ. 2527 รวมเป็นเงิน233,735.80 บาท ลงอีก และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2เฉพาะที่เกี่ยวกับจำนวนภาษีดังกล่าว และยกฟ้องสำหรับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2526 บางรายการ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาว่าโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนที่โจทก์ปิดไว้ และรื้อถอนไปในระหว่างปีในปีถัดไปหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช2475 บัญญัติให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้ง และตามมาตรา 11หากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างถูกรื้อถอนหรือทำลาย ก็ให้ลดหย่อนค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นลงตามส่วนที่ถูกทำลายตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น เห็นได้ว่าการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามกฎหมายนั้นเป็นการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีในปีที่ผ่านมาหาใช่ในปีที่ยื่นไม่นั้น เห็นว่า การลดค่ารายปีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 เป็นวิธีการที่กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณภาษีโรงเรือนถูกทำลายและยังมิได้ทำขึ้นใหม่เท่านั้น จะตีความเลยไปว่า กฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ถึงกำหนดการยื่นรายการเพื่อชำระภาษีด้วยไม่ได้เพราะตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นกรณีทรัพย์ถูกทำลายแล้วซ่อมเสร็จในทันใดก็จะลดค่ารายปีลง ในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีในปีต่อมาทำนองที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยไม่ได้ ดังนั้น การยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีใดก็เพื่อเสียภาษีในปีนั้นดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นแบบอย่างแล้ว ตามคำพิพากษาฎีกาที่726/2490 ระหว่าง นายอโนทัย กัลยางกูร กับพวก โจทก์เทศบาลเมืองพนัสนิคม กับพวก จำเลย เมื่อในปี 2526 และ 2527ที่โจทก์ยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีปรากฏว่ามีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ปิดไว้และงดใช้ประโยชน์ตลอดปีภาษีดังกล่าวมาแล้ว โจทก์ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินดังที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475มาตรา 9(5) บัญญัติไว้ และเมื่อไม่มีเรือนพักคนครัว โรงรถบ้านพักรับรองและสถานพยาบาล โรงเรือนอันดับที่ 53, 54 และ 65เพราะโจทก์รื้อถอนเสียในปี 2526 ดังที่ได้กล่าวแล้วจึงไม่มีโรงเรือนดังกล่าวให้จำเลยกำหนดค่ารายปีและประเมินให้โจทก์เสียภาษีในปี 2527 ดังนั้นการประเมินให้โจทก์เสียภาษีสำหรับโรงเรือนที่โจทก์ปิดไว้ตลอดปี และโรงเรือนที่โจทก์รื้อถอนไปแล้วก่อนปีภาษี จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ จำเลยจึงต้องคืนค่าภาษีสำหรับโรงเรือนเหล่านี้รวม 314,176.20 บาท ที่จำเลยรับไว้ให้โจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาให้บังคับจำเลยคืนค่าภาษีสำหรับโรงเรือนลำดับที่75 ซึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้น เฉพาะชั้นที่ 5 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคืนให้โจทก์ 2,775 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ใช้ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 เป็นสำนักงานของโจทก์ส่วนชั้นที่ 5 โจทก์ให้บริษัทในเครือและนิติบุคคลอื่นใช้เป็นสำนักงานศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้เสียภาษีโรงเรือนสำหรับอาคารชั้นที่ 1-4 โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหานี้แสดงว่าโจทก์พอใจค่ารายปีที่จำเลยกำหนดข้อเท็จจริงตามฟ้อง ปรากฏว่าค่ารายปีของชั้นที่ 5 ได้มาจากการถัวเฉลี่ยค่ารายปีของตึกทั้ง 5 ชั้นค่ารายปีของชั้นที่ 5 จึงเท่ากับค่ารายปีของชั้นอื่น ๆ ที่โจทก์พอใจแล้วจึงไม่มีเหตุที่จะลดหย่อนค่ารายปีชั้นที่ 5 ลงอีก ดังที่โจทก์ฎีกา ที่โจทก์ฎีกาว่า การกำหนดค่ารายปีโรงเรือนลำดับที่ 13หม้อบดปูน 8 ปี ที่ 18 สายพานลำเลียงปูนเม็ด และที่ 45 หม้อบดปูน4, 5 และ 7 ของปีภาษี 2526 สูงเกินไปนั้น โจทก์นำสืบว่าการประเมินค่ารายปีโรงเรือนที่กล่าวนี้ของจำเลยในปี 2526ปรากฏว่าสูงกว่าค่ารายปีของปี 2525 ประมาณร้อยละ 16 ในขณะที่ภาวะค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.4 ดังนี้หากกำหนดค่ารายปีเพิ่มขึ้นตามภาวะค่าครองชีพและเศรษฐกิจแล้วจำเลยจะต้องคืนภาษีให้โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยนำสืบว่าการกำหนดค่ารายปีโรงเรือนข้างต้นนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินโดยเทียบเคียงกับโรงเรือนขององค์การทอผ้าทหารและของบริษัทบุญรอดบริ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง