ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 5176/2542

หลักกฎหมาย

การมีเมทแอมเฟตามีน2,000เม็ดและอีเฟดรีน 4,600 เม็ด โดยไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็นอย่างอื่น ผิดปกติวิสัยที่จะมีไว้เพื่อเสพเอง ทั้งมีการแบ่งบรรจุในถุงพลาสติก4 ถุง ถุงละ 200 เม็ด เท่า ๆ กัน ประกอบกับในขณะจับกุมจำเลยที่ 1 รับสารภาพว่ามีวัตถุออกฤทธิ์ไว้เพื่อขาย จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีน ไว้เพื่อขายจริง ในระหว่างพิจารณาคดีมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้แล้วและมีผลให้เมทแอมเฟตามีนไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อไป แต่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเกินปริมาณเพื่อขาย และมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกันจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกันแต่ก็เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 มีโทษหนักกว่าความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89 ดังนั้นจึงต้องนำกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยลงโทษแก่จำเลยทั้งสอง การมีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเพื่อขายในขณะเดียวกันย่อมเป็นความผิดกรรมเดียว และเป็นกรรมเดียวกับการมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 11ขอให้ริบของกลาง และให้ลงโทษจำเลยที่ 1 สามเท่าตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การรับว่า มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง แต่ไม่ได้มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคสาม ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกคนละ 20 ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่ผู้อื่นได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับคนละ 2,100 บาทรวมโทษจำคุกคนละ 21 ปี และปรับคนละ 2,100 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 14 ปี และปรับ1,400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ของกลางริบ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือไม่และจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนเกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายและมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กรณีสำหรับจำเลยที่ 1 การมีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้ในครอบครองจำนวนมากถึง 6,600 เม็ดโดยไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็นอย่างอื่น ผิดปกติวิสัยที่จะมีไว้เพื่อเสพเอง ทั้งมีการแบ่งบรรจุในถุงพลาสติกจำนวนถุงละ 200 เม็ดเท่ากัน และได้ความจากพันตำรวจตรีทรงเกียรติ พยานโจทก์ว่าสืบทราบว่าที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ขายวัตถุออกฤทธิ์ โดยพันตำรวจตรีทรงเกียรติเบิกความตอบคำถามทนายจำเลยว่า ในขณะจับกุมตัวจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่ามีวัตถุออกฤทธิ์ไว้เพื่อจำหน่ายให้บุคคลนอกพื้นที่ที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เมื่อผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏว่าวัตถุออกฤทธิ์ของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีน2,000 เม็ด และเป็นอีเฟดรีน 4,600 เม็ด พยานโจทก์ดังวินิจฉัยมาข้างต้นจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนและอีเฟดรีนไว้เพื่อขายจริงตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 1นำสืบต่อสู้ว่า รับฝากวัตถุออกฤทธิ์และเฮโรอีนของกลางไว้จากนายเร่ตอนเช้าวันเกิดเหตุขณะจำเลยที่ 2 ไม่อยู่บ้าน ก็มีเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 1 คนเดียวเบิกความลอย ๆทั้งขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.13 ที่อ้างว่านายเร่นำมาฝากไว้ประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว จึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่ารับฟัง ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเกิดเหตุซึ่งเปิดเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากจำเลยที่ 1รับราชการเป็นตำรวจย่อมต้องไปปฏิบัติราชการเป็นประจำ เชื่อว่าปกติจำเลยที่ 2 ต้องเป็นผู้ดูแลกิจการร้านขายเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความว่าตามปกติตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์จะขับรถยนต์ส่งบุตรไปโรงเรียนตอนเช้าใช้เวลาประมาณ 40 นาทีแล้วกลับมาที่ร้านเพื่อควบคุมคนงาน พันตำรวจตรีทรงเกียรติพยานโจทก์เบิกความว่าตอนค้นโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของร้าน เจ้าพนักงานตำรวจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5176/2542 · ทนอย Thanoy