คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 5179/2538
หลักกฎหมาย
โจทก์ จำเลย และผู้ร้องสอดในคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3772/2529 เมื่อคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าต่อจำเลยด้วยการนำตึกแถวพิพาทไปให้ผู้ร้องสอดเช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนั้นย่อมผูกพันโจทก์จำเลยและผู้ร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา145 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์นำสืบและฎีกามาว่า การที่โจทก์ให้ผู้ร้องสอดเช่าช่วงตึกแถวพิพาท โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าเพราะมีบันทึกท้ายหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวมีกำหนด25 ปี และสัญญาเช่าตึกแถวยินยอมให้โจทก์นำตึกแถวพิพาทออกให้เช่าช่วงได้ และแม้โจทก์จะฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญาตัวแทนที่ดูประหนึ่งว่ามิได้เกี่ยวกับประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่3772/2529 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ตามเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์นำสืบและเนื้อความแห่งฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์โต้เถียงว่าโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าต่อจำเลยในการที่โจทก์ให้ผู้ร้องสอดเช่าตึกแถวพิพาท ซึ่งเป็นการโต้เถียงประเด็นเดียวกันกับในคดีดังกล่าวนั่นเอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นวัดและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีพระเทพรัตนดิลกเป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2514โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกันโดยจำเลยให้โจทก์ปลูกสร้างตึกแถว 3 ชั้น เลขที่ 1-19 ถึงเลขที่ 1/22 แขวงอนุสาวรีย์เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ลงบนที่ดินของจำเลยแล้วโจทก์ยกตึกแถวที่สร้างให้เป็นของจำเลย และจำเลยจดทะเบียนให้โจทก์เช่าตึกแถวดังกล่าวมีกำหนด 25 ปี จำเลยอนุญาตให้โจทก์โอนสิทธิการเช่าหรือให้เช่าช่วงได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 18มิถุนายน 2525 โจทก์ได้ทำสัญญาให้นายทวีศักดิ์ แซ่ลิ้มเช่าช่วงมีกำหนด 1 ปี ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งพระเทพรัตนดิลกเจ้าอาวาสและกรรมการจำเลยทราบดี ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2528 นายทวีศักดิ์ได้ใช้ตึกแถวที่เช่าช่วงทำเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อยู่ตึกแถวโจทก์ว่ากล่าวตักเตือน แต่นายทวีศักดิ์ไม่เชื่อฟังโจทก์จึงปรึกษากับเจ้าอาวาสและกรรมการจำเลย โจทก์ได้รับคำแนะนำให้ดำเนินคดีแก่นายทวีศักดิ์ ต่อมาโจทก์มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ ดำเนินการฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์และนายทวีศักดิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3772/2529 ของศาลชั้นต้น โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ในคดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่โจทก์และนายทวีศักดิ์ นายทวีศักดิ์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ในระหว่างนั้นจำเลยมีการเปลี่ยนกรรมการชุดใหม่ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2532 นายทวีศักดิ์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ จำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีดังกล่าวไม่ค้านและคดีได้ถึงที่สุดจำเลยมิได้รายงานผลคดีให้โจทก์ทราบ ทั้งยังทำการนอกเหนืออำนาจของตัวแทนกล่าวคือจำเลยทำสัญญาให้นายทวีศักดิ์เช่าตึกแถวเลขที่ 1/19 ถึงเลขที่ 1/22 กับจำเลยโดยตรงและรับเงินค่าเช่าและค่าเสียหายที่นายทวีศักดิ์นำมาวางต่อศาลชั้นต้นในชั้นขอทุเลาการบังคับโดยไม่แจ้งและไม่จัดทำบัญชีส่งให้โจทก์เมื่อการเป็นตัวแทนได้สิ้นสุดลงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ตัวแทนทำให้โจทก์เสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 260,000 บาท จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนโจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและจำเลยต้องส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้โจทก์เช่าต่อจนครบสัญญาเช่าในเดือนตุลาคม 2544 เป็นเวลา 10 ปี 10 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบได้จำเลยต้องชดใช้ค่าเช่าให้แก่โจทก์ ซึ่งปัจจุบันให้เช่าได้เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันครบสัญญา จำนวน 130 เดือน เป็นเงิน 910,000 บาท และเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2532 โจทก์ได้ส่งค่าเช่า ค่าภาษีโรงเรือนและค่าประกันภัยตามสัญญาเช่าให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีความผูกพันกับจำเลยอีกต่อไป โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แต่จำเลยปฏิเสธ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้หรือคืนเงินจำนวน260,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยส่งมอบตึกแถวเลขที่ 1/19 ถึงเลขที่ 1/22 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขนกรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ครอบครองต่อจนถึงเดือนตุลาคม 2544หากไม่สามารถส่งมอบให้ได้ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 910,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์จำเลยให้นายเจริญพร อุ่นจิตต์ และนายบุญสม ชูสวัสดิ์ เช่าที่ดินของจำเลยเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ มีกำหนด 25 ปี เพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์และตลาดผ้ากับตลาดสดในส่วนอาคารพาณิชย์เมื่อก่อสร้างเสร็จผู้เข้าจองจะต้องออกเงินช่วยค่าก่อสร้างให้แก่นายเจริญพรและนายบุญสม จำเลยสัญญาจะให้ผู้จองได้จดทะเบียนการเช่ากับจำเลยโดยตรง และให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยทันที ให้จำเลยมีอำนาจเก็บค่าเช่าเป็นรายเดือนจากผู้เช่าโจทก์ได้จองตึกแถวโดยช่วยออกเงินค่าก่อสร้างห้องเลขที่ 1/19ถึงเลขที่ 1/22 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2521 จำเลยได้จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสี่คูหา มีกำหนด 25 ปี นับแต่วันที่1 พฤศจิกายน 2519 เป็นต้นไป สัญญาเช่าระบุห้ามิให้โจทก์เอาตึกแถวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง ถ้าจะเช่าช่วงต้องให้จำเลยยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2530โจทก์ได้โอนสิทธิการเช่าตึกแถวเลขที่ 1/19 และเลขที่ 1/20ให้แก่นายเจนชัย ทรัพย์ทวีสุข และจำเลยได้จดทะเบียนเปลี่ยนตัวผู้เช่าตึกแถวทั้งสองคูหา สำหรับตึกแถวเลขที่ 1821และเลขที่ 1/22 โจทก์อ้างว่าได้ทำสัญญาให้นายทวีศักดิ์ แซ่ลิ้มเช่าช่วงโดยเจ้าอาวาสและกรรมการของจำเลยทราบดีนั้นไม่เป็นความจริงและเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม จำเลยไม่อาจต่อสู้ได้ถูกว่าจำเลยเพียงแต่ทราบเฉย ๆ หรือทราบโดยทำเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งถ้าโจทก์เอาตึกแถวออกให้เช่าช่วง จำเลยก็ไม่จำเป็นต้องรับทราบ เพราะถ้าแจ้งให้จำเลยทราบ โจทก์ก็ต้องมีหนังสือขอความยินยอมจากจำเลยก่อนตามสัญญาที่โจทก์อ้างว่าเจ้าอาวาส และกรร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง