ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 518/2542

หลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่าเงินจำนวน 76,000 บาท ที่เจ้าพนักงานยึดมาเป็นเงินที่จำเลย ได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีน เงินดังกล่าวอาจเป็นเงิน ที่จำเลยได้มาจากกิจการอื่นดังที่จำเลยอ้างก็ได้ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบเงิน ดังกล่าว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 14 เม็ด น้ำหนัก 1.26 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และจำเลยขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 10 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฎชัดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 800 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 8 ฉบับ ที่จำเลยรับจากสายลับเพื่อขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวและยึดได้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายจำนวน 14 เม็ด เงินสดจำนวน 76,000 บาท ซึ่งจำเลยได้มาจากการขายวัตถุออกฤทธิ์จำนวนอื่นก่อนหน้านี้หลอดพลาสติกยาวประมาณ 10 นิ้ว 3 ถุง หลอดพลาสติกยาวที่ถูกตัดยาวประมาณ 2 นิ้ว 1 ถุง รถกระบะยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน 1 พ-2836 กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์สินเครื่องมือหรืออุปกรณ์หรือยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากจำเลยเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ริบหลอดพลาสติกของกลางจำนวน 4 ถุงคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 800 บาท แก่เจ้าพนักงานส่วนเงินสดจำนวน 76,000 บาท และรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน 1 พ-2836 กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมาพร้อมฟ้อง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30, 31 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 จำเลยให้การปฏิเสธแต่รับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 5 เม็ด เป็นของจำเลยมีไว้เพื่อเสพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนกับข้อนำสืบของจำเลยในชั้นพิจารณาบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ริบหลอดพลาสติกของกลางจำนวน 4 ถุง และคืนธนบัตรจำนวน 800 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าพนักงานสำหรับเงินจำนวน 76,000 บาท ของกลางให้ริบตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปีเมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลย 3 ปี 9 เดือน ส่วนคำร้องของ โจทก์ที่ขอให้ริบเงินสดจำนวน 76,000 บาท ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของนายมนตรี เอี่ยมนำสินมีหน้าที่ดูแลรถโดยสารประจำทางสาย 56 จำนวน 4 คัน ของนายมนตรีที่นำไปวิ่งรับส่งคนโดยสารร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพโดยจำเลยเป็นผู้เก็บเงินรายได้จากรถทั้ง 4 คัน ดังกล่าวและเป็นผู้จ่ายค่าบำรุงรักษารถ จ่ายเงินพิเศษให้แก่พนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำเงินที่เหลือส่งให้แก่นายมนตรีทุกวันที่ 3 ของแต่ละเดือนในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมกับตรวจค้นยึดธนบัตรได้จากตัวจำเลย 800 บาทและจากการตรวจค้นรถกระบะที่จำเลยขับและตรวจค้นบ้านของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่าพบเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ใต้ไม้ปูพื้นรถและพบเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ในกระเป๋าเสื้อของจำเลยซึ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้ากับพบเมทแอมเฟตามีนอีก 6 เม็ด ในกระเป๋าหนังสีดำซึ่งวางอยู่ในตู้กับข้าว นอกจากนั้นยังพบเงินที่ลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งและในกล่องกระดาษนับรวมกันแล้วมีจำนวน 76,000 บาท เงินจำนวน 76,000 บาทนี้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นเชื่อว่าเป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าเงินจำนวน 76,000 บาท ที่ค้นพบในบ้านของจำเลยเป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่าเงินจำนวน 76,000 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นได้จากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งและที่เก็บไว้ในกล่องกระดาษม้วนกลม ๆ คล้ายกับกล่องลูกขนไก่ที่เจ้าพนักงานตำรวจพบในห้องนอนของจำเลยนั้นโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีน โจทก์คงมีเฉพาะร้อยตำรวจเอกหทัย เกษสุวรรณ์ และสิบตำรวจตรีปราโมทย์ บัวมาตย์ มาเบิกความว่า เงินจำนวน 76,000 บาท นี้น่าเชื่อว่าเป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นการสันนิษฐาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2542 · ทนอย Thanoy