คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 5187/2540
หลักกฎหมาย
การพิจารณาค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืน นอกจากจะคำนึงถึงราคาประเมินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามที่เป็นอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ ออกใช้บังคับสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21(1)(4)และ (5) มาประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งนี้ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ข้อ 1 และข้อ 5 เมื่อราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินฯ ออกใช้บังคับสูงกว่าราคาที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้ แต่เนื่องจากเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนครั้งนี้ ก็เพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดิน อันเป็นการอำนวยความสะดวกแก่การจราจรและการขนส่งซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคเป็นประโยชน์ต่อสังคมมิได้เป็นการกระทำที่มีการแสวงหากำไรรวมอยู่ด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์เพิ่มเติมโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1) ถึง (5) จึงเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม และชอบด้วยกฎหมายแล้ว อำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนที่ดินเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันมีราคาลดลง เมื่อตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสามบัญญัติว่า ถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือนั้นมีราคาลดลง ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันมีราคาลดลงนั้นด้วย การที่โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้และได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามมาตรา 25วรรคหนึ่ง ขอให้กำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นแม้โจทก์มิได้กล่าวในอุทธรณ์ขอเพิ่มค่าทดแทนที่ดินเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันมีราคาลดลงไว้ด้วย ก็ย่อมหมายถึงได้อุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดที่โจทก์ควรจะได้รับเนื่องจากเหตุการเวนคืนที่ดินของโจทก์ในครั้นนี้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนส่วนนี้ได้ แม้ที่ดินตามโฉนดส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 27 ไร่1 งาน 7 เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวา จะมีถนนล้อมรอบทั้ง 4 ด้านแต่ที่ดินดังกล่าวก็อยู่ใกล้กันกับที่ดินส่วนที่เหลือตามโฉนดของโจทก์อีกแปลงหนึ่งที่ถูกเวนคืน ซึ่งมีเนื้อที่เหลือจากการถูกเวนคืนถึง 178 ไร่ 1 งาน 48 เศษ 4 ส่วน 10 ตารางวาและต่อมาโจทก์ได้ให้ พ. เช่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนตามโฉนดอีกแปลงหนึ่งดังกล่าวสร้างศูนย์การค้า ดังนี้สภาพโดยส่วนรวมแล้วที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนจึงมีราคาสูงขึ้น มิใช่ราคาลดลง ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ 27 ไร่ 1 งาน 7 เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวาถูกทางหลวงแผ่นดินล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ไม่สะดวกในการเข้าออกเพราะมีการเดินรถทางเดียว เมื่อปรากฏว่าโจทก์สามารถขออนุญาตต่อทางราชการขอเชื่อมทางเข้าออกที่ดินโจทก์กับทางหลวงแผ่นดินได้ ดังนี้แม้จะมีการเดินรถทางเดียวทำให้ไม่สะดวกไปบ้างก็ไม่ทำให้ราคาที่ดินของโจทก์ลดลงเนื้อที่ดินของโจทก์ยังมีเหลือจากการถูกเวนคืนถึง 27 ไร่ 1 งาน 7 เศษ 3 ส่วน 10 ตารางก่อนถูกเวนคืนที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกติดถนนด้านทิศใต้ติดทางหลวงแผ่นดิน หากมีการก่อสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยที่มิได้มีการเวนคืน โจทก์ก็ต้องถอยร่นปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 อยู่แล้ว ดังนั้นหากมีการก่อสร้างอาคารภายหลังการเวนคืนและโจทก์ต้องถอยร่นจากถนน จึงก็ไม่ทำให้ราคาที่ดินของโจทก์ลดลง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราคงที่ตลอดไปจึงขัดกับบทกฎหมายข้างต้น และศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ให้ถูกต้องตามมาตรา 26 วรรคสาม ได้โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดต้องไม่เกินที่โจทก์ขอมา และแม้จำเลยจะมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยก็ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลพิพากษาให้ชำระเพิ่มขึ้นตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นด้วย และเมื่อโจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงกันในกรณีสงวนสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 10 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2534 ซึ่งตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ตามบันทึกข้อตกลงให้แก่โจทก์ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันคือภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2534อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามความในมาตรา 26วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 224ป.วิ.พ. 55ป.วิ.พ. 142พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 10พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 11พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 21พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 25พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13033 และ 310 เนื้อที่ดิน 33 ไร่ 70 เศษ 2 ส่วน 10 ตารางวา และ 182 ไร่ 1 งาน 58 เศษ 2 ส่วน 10 ตารางวา ตามลำดับต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายกรุงเทพ-เชียงราย ตอนทางแยกต่างระดับรังสิต(แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 (ทางเลี่ยงเมือง) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 306) พ.ศ. 2532 โดยให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงถูกเวนคืนบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทน 290,533,063 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน คือ อัตราร้อยละ 10 ต่อปี ในต้นเงิน 253,556,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการเวนคืนเพิ่ม และเงินค่าทดแทนที่อ้างว่าทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงตามฟ้อง เพราะอธิบดีกรมทางหลวงในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1พ.ศ. 2532 และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนกฎหมายซึ่งเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว กล่าวคือ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้ถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซึ่งมีราคาสูงกว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ตารางวา 4,000 บาท อันเป็นราคาที่สูงที่สุดที่มีอยู่ในพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องใช้บังคับ เมื่อโจทก์ไม่พอใจ จึงได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้เพิ่มเงินค่าทดแทนให้เฉพาะส่วนที่ดินที่ติดถนนพหลโยธินในรัศมี 60 เมตร ตารางวาละ 5,000 บาท นอกนั้นยืนราคาเดิม ทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นเงิน2,567,977.66 บาท จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว การถูกเวนคืนที่ดินของโจทก์มีผลทำให้ที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนนขาดมาตรฐานที่มีทางเดินรถมากขึ้นทั้งสี่ด้านการคมนาคมสะดวกมากยิ่งขึ้นและเป็นศูนย์รวมการคมนาคมในย่านตลาดรังสิตเป็นผลดีแก่โจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์ ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้น และโจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมด้วย จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องเงินค่าทดแทนส่วนนี้ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทน เพราะการเวนคืนที่ดินเป็นไปตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิด หากโจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ก็ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น19,543,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ในจำนวนเงินค่าทดแทนที่จำเลยต้องชำระเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ10 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2534 ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 14,477,472 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13033 และ 310ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ดิน33 ไร่ 70 เศษ 2 ส่วน 10 ตารางวา และ 182 ไร่ 1 งาน58 เศษ 2 ส่วน 10 ตารางวา ตามลำดับ ต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายกรุงเทพ-เชียงราย ตอนทางแยกต่างระดับรังสิต (แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 (ทางเลี่ยงเมือง) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 306) พ.ศ. 2532 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2532 ที่ดินของโจทก์อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวคือโฉนดเลขที่ 13033 เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 98 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวา หรือเท่ากับ 2,298.9 ตารางวาจำเลยกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตารางวาละ 4,000 บาท เป็นเงิน9,195,600 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 310 เนื้อที่ 4 ไร่ 9 เศษ 8 ส่วน 10 ตารางวา หรือเท่ากับ 1,609.8 ตารางวา จำเลยกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตารางวาละ 4,000 บาท เป็นเงิน6,439,200 บาท รวมเป็นค่าทดแทนทั้งหมดจำนวน 15,634,800 บาทโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจำนวนดังกล่าวจากจำเลยแล้ว แต่โจทก์ยังไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง