คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 5187/2548
หลักกฎหมาย
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวพร้อมกับมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 1 และไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งใหม่ให้ขยายระยะเวลาฎีกาและรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่า เพื่อให้คดีเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงถือว่าคำสั่งเดิมดังกล่าวเป็นไปโดยผิดหลงนั้น มีลักษณะเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมย้อนหลังหลังจากจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง โดยเหตุผลที่สั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เกิดจากการผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นต้องส่งอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกามายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาและคำสั่งเพิกถอนดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 และมาตรา 236 เหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาฎีกาว่า จัดทำฎีกาเสร็จแล้ว แต่ต้องนำเสนอกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ตรวจก่อน เป็นเรื่องธุรกิจของจำเลยที่ 1 เอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 564,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขอทุเลาการบังคับและคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นเวลา 15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเป็นครั้งสุดท้ายโดยให้นำเงินมาวางศาลภายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 เป็นให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 และวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์บางส่วนจำนวน 10,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 25,000 บาท จะชำระภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2544 และวันที่ 3 สิงหาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตเลื่อนการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เหลือไปอีก 10 วัน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ว่าศาลตรวจสำนวนแล้วพบว่าทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 และศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ซึ่งตามคำร้องดังกล่าว ทนายจำเลยทั้งสองได้ลงนามที่จะมาทราบคำสั่งในวันเดียวกันไว้แล้ว การที่ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นการยื่นขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลาแล้วโดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย กรณีจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กรกฎากร 2544 อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามที่ทนายจำเลยทั้งสองร้องขอนั้นจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลในวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ดังกล่าวเสีย และมีคำสั่งใหม่ว่าตามคำร้องของจำเลยทั้งสองซึ่งยื่นเมื่อสั้นระยะเวลาแล้ว โดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และสั่งในคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยทั้งสองว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คำร้องขอทุเลาของจำเลยทั้งสองจึงตกไป ค่าคำร้องเป็นพับ กับสั่งในคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมบางส่วนของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 ว่า กรณีตามคำสั่งศาลลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ที่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 เป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะให้เพิกถอน ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ส่วนการที่จำเลยทั้งสองขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมจนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 และขอขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือไปถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2544 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ต้องสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งคำร้องขออนุญาตเลื่อนการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปแล้ว เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในกำหนด จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจขอเลื่อนการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้ ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นเวลา 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2545 ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง