คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 519/2546
หลักกฎหมาย
จำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็ค โดย ศ. เป็นผู้เขียนข้อความในเช็คตามที่จำเลยขอให้เขียนแทนเนื่องจากจำเลยอ้างว่าลายมือไม่สวยเมื่อ ศ. เขียนรายการในเช็คตามที่จำเลยขอให้เขียนให้ต่อหน้าจำเลยถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมและ ภ. ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2539 จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาย่อยท่าอากาศยานกรุงเทพ ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2539 วันที่ 10กรกฎาคม 2539 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 จำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาทรวม 3 ฉบับ ให้แก่นายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร จำนวน 2 ฉบับ ให้แก่นายภาคภูมิ ปิตยานนท์จำนวน 1 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยได้ยักยอกเอาเงินของบุคคลทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายไป อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนดผู้เสียหายทั้งสองต่างนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับแรก และฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 และวันที่ 10 กรกฎาคม 2539และปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2539 การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4(1)(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร ผู้เสียหายคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็ครวม 3 ฉบับและได้มอบเช็คจำวน 2 ฉบับ ให้แก่นายศักดิ์ชัย รุ่งภูวภัทร ส่วนเช็คอีก 1 ฉบับ มอบให้แก่นายภาคภูมิ ปิตยานนท์ เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยได้ยักยอกเอาเงินของบุคคลทั้งสองไปขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 เมื่อนายศักดิ์ชัย ผู้เสียหายคนหนึ่งยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจึงหมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามเช็คเพียงสองฉบับ ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับความเสียหายเท่านั้น ไม่หมายความรวมถึงเช็คอีก1 ฉบับ ซึ่งโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คงมีโจทก์ร่วมฎีกาแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นข้อหาความผิดสำหรับเช็ค 1 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจึงยุติคดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมแต่เพียงว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมและนางสาวศิริวรรณ ทองไกรแสน เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539นางสาวศิริวรรณกับโจทก์ร่วมและนายภาคภูมิ ปิตยานนท์ ผู้เสียหายตามเช็คฉบับที่ 3 ร่วมกันทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีจำเลยเป็นผู้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยโจทก์ร่วมได้นำเงิน 300,000 บาท นายภาคภูมินำเงิน 100,000 บาท มอบให้นางสาวศิริวรรณเพื่อเข้าร่วมลงทุนรับซื้อและแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตามใบรับเงินร่วมหุ้นเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้มารับเงินจากนางสาวศิริวรรณไปจำนวน 150,000 บาท เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศที่สนามบินดอนเมืองตามหลักฐานเอกสารหมาย จ.11 ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2539จำเลยให้คนมารับเงินจากนางสาวศิริวรรณเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเงินตราอีก 20,000 บาทและวันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จำเลยให้นายไพโรจน์ จึงสกุล มารับเงินจากนางสาวศิริวรรณอีก 20,000 บาท ต่อมาต้นเดือนมิถุนายน 2539 นางสาวศิริวรรณ ให้พนักงานบริษัทนำเงินจำนวน 200,000 บาท ไปให้จำเลยที่สนามบินดอนเมืองตามที่จำเลยบอก แต่ภายหลังจำเลยไม่ได้นำเงิน 200,000 บาท ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ โดยอ้างว่าที่สนามบินดอนเมืองขณะนั้นมีคนมาก ไม่สะดวกต่อการแลก นางสาวศิริวรรณจึงให้พนักงานของบริษัททวงเงินคืน แต่จำเลยไม่คืนให้โดยบอกว่า นายบุญเรือง ศรีสังข์ เจ้านายเก่าของนางสาวศิริวรรณจะขอยืมเงินดังกล่าวไปใช้ก่อน 3 วัน แล้วจะคืนให้ เมื่อครบ 3 วันแล้วจำเลยไม่นำเงินมาคืนให้ นางสาวศิริวรรณจึงโทรศัพท์ไปสอบถามได้ความจากนายบุญเรืองว่า ยืมเงินไปเพียง 90,000 บาท และนำเงินที่ยืมไป 90,000 บาท มาคืนนางสาวศิริวรรณ ส่วนเงินอีก 110,000 บาท จำเลยรับเอาไว้เอง จำเลยได้นำเงินที่โจทก์ร่วมและนายภาคภูมิฝากไว้เพื่อให้จำเลยนำไปแลกเงินตราต่างประเทศเพื่อหากำไรเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2539
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง