ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 5193/2538

หลักกฎหมาย

การยกข้อกฎหมายขึ้นมาปรับบทนั้นจะต้องปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติโดยข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบซึ่งได้วินิจฉัยแล้วตามประเด็นหรือเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ผิดนัดนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระถึงวันที่ชำระเงินอัตราร้อยละสิบสองต่อปีตามสัญญาและค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้าที่โจทก์จ่ายแทนไปจำเลยที่1ให้การว่าจำเลยที่1ได้ชำระราคาส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่ได้ค้างชำระค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อ4ว่าจำเลยที่1เป็นฝ่ายผิดนัดชำระราคาส่วนที่เหลือตามฟ้องหรือไม่และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดดังนั้นที่ว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่คือต้องรับผิดตามสัญญาตามฟ้องนั่นเองหากไม่ต้องรับผิดด้วยเหตุที่โจทก์มิได้บอกสงวนสิทธิว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสองด้วยในเวลาที่โจทก์รับชำระหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสองก็เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้บอกสงวนสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสองในเวลาที่โจทก์รับชำระหนี้หรือไม่อันเป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหากจึงจะปรับบทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา381ได้โดยจำเลยต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ว่าโจทก์มิได้สงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสองในเวลาที่โจทก์รับชำระหนี้แต่จำเลยทั้งสองมิได้ให้การแก้คดีในข้อหาดังกล่าวไว้คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าดอกเบี้ยในส่วนที่ผิดนัดชำระราคาห้องชุดที่เหลือโดยโจทก์แจ้งให้จำเลยชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแต่จำเลยไม่ชำระจึงได้เชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยที่2เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่1ในการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดจำเลยที่2จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่1นั้นปัญหานี้จำเลยที่2ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่2เป็นตัวแทนจำเลยที่1ในการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยที่2เป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิซื้อห้องชุดนั้นปัญหานี้จำเลยที่2ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การเช่นกันฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แม้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจำเลยทั้งสองซื้อห้องชุดของอาคารชุดชิดลมเพลส เลขที่ 6 ถนนชิดลมแขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จากโจทก์โดยเมื่อวันที่8 พฤษภาคม 2530 ซื้อห้องชุดเลขที่ 14 ปี (6/29) ชั้นที่ 14ในราคา 2,717,000 บาท วันที่ 13 มกราคม 2531 ซื้อห้องชุดเลขที่16 บี (6/31) ชั้นที่ 16 ในราคา 5,994,000 บาท จำเลยที่ 2ลงชื่อเป็นผู้ซื้อมีเงื่อนไขชำระราคาเป็นงวด ๆ และราคาที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดซึ่งคู่สัญญาจะกำหนดวันโดยเร็วที่สุดในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ที่ได้จดทะเบียนอาคารชุดเป็นนิติบุคคลอาคารชุดเรียบร้อยแล้ว ต่อมาโจทก์จดทะเบียนอาคารชุดเป็นนิติบุคคลเรียบร้อยในวันที่ 9กุมภาพันธ์ 2531 วันสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองต้องชำระราคาส่วนที่เหลือสำหรับห้องชุดเลขที่ 14 บี จำนวน 10,173,600 บาท และห้องชุดเลขที่ 16 บี จำนวน 5,900,000 บาท พร้อมกับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จึงเป็นวันที่ 11 มีนาคม 2531 แต่จำเลยทั้งสองชำระราคาและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 17 ตุลาคม 2531 เป็นการล่าช้า ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดชำระ ถึงวันที่ชำระเงินอัตราร้อยละสิบสองต่อปี ตามสัญญารวมเป็นเงิน 348,775 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากค่าเสียหายจำนวน 348,775 บาท นับแต่วันที่18 ตุลาคม 2531 ถึงวันฟ้องอีกเป็นเงิน 28,666.44 บาท รวมเป็นเงิน 377,441.44 บาท นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังค้างชำระค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้า สำหรับห้องชุดทั้งสองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2531ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2531 ที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายแทนไป รวมเป็นเงิน 5,766.29 บาท อีกด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยโจทก์ขอคิดนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2531 เป็นต้นไป ซึ่งคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,898.40 บาท รวมเป็นเงิน 9,664.69 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 348,775 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 28,666.44 บาทรวมเป็นเงิน 377,441.44 บาท ให้ร่วมกันชำระคืนค่าใช้จ่ายจำนวน5,766.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 3,898.40 บาท รวมเป็นเงิน9,664.69 บาท กับให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 354,541.29 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายพร้อมดอกเบี้ยเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ผิดนัด เพราะโจทก์เป็นฝ่ายขอผัดผ่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เอง เนื่องจากห้องชุดทั้งสองติดภาระจำนองแก่ธนาคารและสถาบันการเงิน โจทก์มิได้ขวนขวายดำเนินการให้ห้องชุดปลอดจำนองเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามกำหนด หากแต่โจทก์เพิ่งกระทำในวันที่17 ตุลาคม 2531 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ได้ชำระราคาส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าเสียหายไปให้แก่โจทก์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มิฉะนั้นโจทก์จะยอมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดทั้งสองดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้อย่างไร เพราะเป็นการผิดปกติวิสัยตามทางการค้าในธุรกิจของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยหรือชำระเงินใด ๆ ให้แก่โจทก์อีก สำหรับค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้า นั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ค้างชำระ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์หรือได้ทำสัญญาตามฟ้องกับโจทก์ จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย หรือดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,766.29 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 22กันยายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชำระเงินค่าเบี้ยปรับจำนวน 348,775 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2531 และร่วมกันชำระเงินที่โจทก์ออกให้จำนวน 5,766.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2530 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดเลขที่ 14 บี ของอาคารชุดชิดลมเพลส เลขที่ 6 ถนนชิดลม แขวงลุมพินี เขตปทุมวันกรุงเทพมหานครในราคา 12,717,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 และวันที่13 มกราคม 2531 โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดเลขที่ 16 บี ของอาคารชุดดัง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5193/2538 · ทนอย Thanoy