คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 5201/2537
หลักกฎหมาย
จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินในส่วนของภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลพร้อมเงินเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ภาษีส่วนนี้จึงยุติตามที่ได้ประเมินจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง เงินประกันค่าอากรขาเข้าที่ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระแทนจำเลยให้แก่โจทก์นั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์วางไว้ กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ได้ทรัพย์มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้การฟ้องแย้งเรียกค่าอากรขาเข้าคืนจึงมิใช่การฟ้องเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้น 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 การที่จำเลยเรียกคืนเงินอากรขาเข้าที่ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระแทนจำเลยไปตามที่โจทก์ประเมินและแจ้งให้ชำระเพิ่มนั้น มิใช่กรณีใช้สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรขาเข้าเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงก่อนนำของออกไปจากอารักขาของศุลกากร ซึ่งสิทธิเรียกร้องจะสิ้นไปเมื่อครบกำหนด 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้า ตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคสุดท้าย แต่เป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินและแจ้งให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าเพิ่มเติมภายหลังจากนำของออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว และธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระแทนจำเลย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30 ใหม่) และการนับอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจจะบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปอายุความสิทธิเรียกร้องเงินค่าอากรขาเข้าคืนของจำเลยจึงเริ่มนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2532 ที่ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยนำคดีมาฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2535ยังไม่พ้น 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ และจำเลยมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าอากรขาเข้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เรียกเก็บไปในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสุดท้าย โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยได้ทวงถามและโจทก์ผิดนัดหรือไม่ แต่จำเลยขอดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงให้ดอกเบี้ยตามอัตราที่ขอ
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 164 เดิมป.พ.พ. 193/30ป.พ.พ. 169 เดิมป.พ.พ. 193/12ป.พ.พ. 419ป.รัษฎากร 30พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 10พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 112 จัตวา
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรแต่สำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระและมิได้อุทธรณ์การประเมินหรือยื่นคำโต้แย้ง และโจทก์ที่ 1 ได้นำเงินประกันที่ธนาคารชำระจำนวน 47,100 บาท หักออกจากค่าภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระแล้วขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่ม จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินประกันที่ธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระตามสัญญาประกันแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 47,100 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินภาษีอากร 417,347.04 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน จากต้นเงินอากรขาเข้า 111,777.95 บาท เป็นรายเดือน เดือนละ 1,117.78 บาทเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีการค้า 98,517.80 บาท เป็นรายเดือน เดือนละ1,477.77 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2535) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง (เฉพาะเงินเพิ่มภาษีการค้าเมื่อรวมกับที่โจทก์ทั้งสองคิดคำนวณมาถึงวันฟ้องต้องไม่เกินกว่าต้นเงินภาษีการค้า) รวมทั้งให้จำเลยชำระเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้าแก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2530 จำเลยนำสินค้าระบบตรวจจับเวลาทางการกีฬา 1 ชุด ประกอบด้วยสกอร์บอร์ดเครื่องบังคับเกม เครื่องบังคับเวลา และส่วนประกอบสำหรับสกอร์บอร์ดจากเมืองฮ่องกงโดยทางเรือเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำแดงราคาสินค้าเป็นเงิน 29,570.30 บาท อากรขาเข้า11,833.12 บาท ภาษีการค้า 10,203.91 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล1,020.39 บาท จำเลยได้ชำระภาษีอากรตามที่ได้สำแดงไว้และได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกันค่าภาษีอากรอีกส่วนหนึ่งคือ เป็นประกันค่าอากรขาเข้า 24,000 บาท ภาษีการค้า21,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 2,100 บาท รวมเป็นเงิน 47,100บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงได้ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2530 ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจสอบราคาสินค้าโดยอาศัยข้อมูลจากราคาที่ผู้ส่งออกตกลงขายให้จำเลย ณ เมืองฮ่องกง ประเมินราคาสินค้าคำนวณเป็นเงิน 369,015.19 บาท ราคา ซี.ไอ.เอฟ. จำเลยจะต้องชำระอากรขาเข้าเพิ่ม 135,777.95 บาท ภาษีการค้าเพิ่ม 119,517.80 บาทและภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่ม 11,951.78 บาท จำเลยได้ทราบการประเมินราคาสินค้าและภาษีอากรดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินหรือยื่นคำโต้แย้งภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน แล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าราคาสินค้าที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ที่โจทก์ทั้งสองประเมินราคาสินค้าและอากรขาเข้าเพิ่มขึ้นไม่ชอบ แต่ในส่วนของภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลพร้อมเงินเพิ่มนั้น จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 30 ภาษีส่วนนี้จึงยุติตามที่ได้ประเมิน จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในภาษีการค้าและภาษีบำรุงท้องที่พร้อมเงินเพิ่มตามฟ้อง เมื่อฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้น ปัญหาที่ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกคืนอากรขาเข้าเคลือบคลุมและขาดอายุความหรือไม่และจำเลยมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในค่าอากรขาเข้าที่เรียกคืนหรือไม่ซึ่งศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน ในปัญหาที่ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกคืนค่าอากรขาเข้าเคลือบคลุมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่เคลือบคลุม ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกคืนอากรขาเข้าขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในค่าอากรขาเข้าที่เรียกคืนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินประกันที่ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระแทนจำเลย 47,100 บาท นั้น เป็นเงินประกันค่าอากรขาเข้า 24,000 บาทภาษีการค้า 21,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 2,100 บาท สำหรับเงินประกันค่าอากรขาเข้า 24,000 บาท ที่โจทก์ที่ 1 รับชำระไปจากจำเลยเป็นเรื่องที่ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระแทนจำเลยไปตามหลักเกณฑ์ที่โจทก์ที่ 1 วางไว้ กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ที่ 1 ได้ทรัพย์มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ การฟ้องแย้งเรียกค่าอากรขาเข้าคืนจึงมิใช่การฟ้องเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้น 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ราคาสินค้า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง