คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 5204/2549
หลักกฎหมาย
อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การฟังได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ชอบที่จะใช้สอยทางพิพาทได้ การที่จำเลยปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในทางอันเป็นการกีดขวางการเข้าออกที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์จะเข้าออกได้แต่ก็ขาดความสะดวก จึงเป็นการใช้สิทธิของตนอันมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษตาม ป.พ.พ. มาตรา 421, 1337 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนให้สิ้นไปได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทได้นั้น เป็นการอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง ไม่ฟังข้อเท็จจริงที่ควรจะฟังอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร และได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 13940 ทิศตะวันตกของที่ดินดังกล่าวติดทางสาธารณประโยชน์ กว้าง 3 เมตร ซึ่งโจทก์ใช้เข้าออกที่ดินและบ้านของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นทางเข้าหมู่บ้าน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2956 ด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวติดทางสาธารณประโยชน์ยาวตลอดแนวจากทิศเหนือจดทิศใต้ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่โจทก์ใช้เข้าออกที่ดินและบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 15/2 ซึ่งปลูกลงในที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณปี 2545 ถึง 2546 จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างโรงเรือนที่ใช้เป็นร้านค้าขายของชำและห้องพักให้ผู้อื่นเช่า ผนังและชายคาด้านทิศตะวันออกรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 ทำความตกลงยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางเดื่อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กลับนำเสาคอนกรีตมาปักแล้วขึงลวดหนามเป็นรั้วยาวตลอดแนวประมาณ 48 เมตร รุกล้ำในทางสาธารณประโยชน์ที่โจทก์ใช้เข้าออกที่ดินของโจทก์ ทำให้ทางบางช่วงเหลือทางเข้าออกเพียง 2.50 เมตร เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 2 ได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 15/2 ลงในที่ดินของจำเลยที่ 1 ผนังด้านทิศตะวันออกและชายคารุกล้ำเข้ามาในทางสาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์เหลือทางเข้าออกประมาณ 1.60 เมตร โจทก์แจ้งเหตุแห่งความเสียหายและความเดือดร้อนแก่จำเลยทั้งสองเพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้หรือได้รับประโยชน์เข้าออกทางสาธารณประโยชน์ได้โดยสะดวก อันเป็นการใช้สิทธิของจำเลยทั้งสองซึ่งมีแต่ให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ทางสาธารณประโยชน์ตามปกติอันถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างร้านค้าและห้องแถวอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 ห้องแถวด้านหลังติดทางสาธารณประโยชน์ และทำรั้วลวดหนามตามแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยมีหลักเขตของที่ดินบ่งบอกเป็นหลักฐานตลอดแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ด้านที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 มิได้บุกรุกหรือล้อมรั้วรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ทางสาธารณประโยชน์พิพาทแต่เดิมเป็นทางควายเดิน ต้นทางจากคลองบางเดื่อไปสุดทางที่ที่ดินของนายทองอยู่ ทางดังกล่าวคดเคี้ยว มีความกว้างประมาณ 3 เมตร โจทก์และบุคคลอื่นไม่มีทางออก นายทองอยู่จึงอนุญาตให้ใช้ที่ดินเป็นทางออกกว้าง 3 เมตร ยาว 13.50 เมตร เมื่อปี 2547 ผู้ใช้ทางสาธารณประโยชน์ร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางเดื่อว่าจำเลยที่ 1 ปลูกห้องแถวรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางเดื่อเข้าตรวจสอบปรากฏว่าชายคาห้องแถวรุกล้ำจึงได้ทำหนังสือเป็นบันทึกลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ให้จำเลยที่ 1 ตัดชายคาห้องแถวให้เสร็จภายในวันที่ 25 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการรื้อสิ่งที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์เสร็จก่อนกำหนด ทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริการส่วนตำบลบางเดื่อหากมีผู้บุกรุกหรือละเมิดการฟ้องคดีต้องให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางเดื่อเป็นผู้ดำเนินการ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ปลูกบ้านเลขที่ 15/2 ถัดจากร้านค้าและห้องแถวของจำเลยที่ 1 ผนังบ้านด้านทิศตะวันออกติดทางสาธารณและมิได้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผนังบ้านของจำเลยที่ 2 ตลอดแนวจากผนังบ้านไปถึงรั้วฝั่งตรงข้ามมีความกว้าง 3 เมตรเศษ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าแม้บ้านและสิ่งก่อสร้างของจำเลยทั้งสองจะปลูกสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ยังสามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ภายนอกได้ แม้โจทก์จะไม่ได้รับความสะดวกเพราะทางบางช่วงแคบก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง