คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2569
ฎีกาที่ 521/2569
หลักกฎหมาย
สิทธิจำนองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ และมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 722 และมาตรา 730 ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากนี้สิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนอง และแม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705 เมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชน ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 บัญญัติรับรองสิทธิไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 ที่บัญญัติว่ากองทุนประกอบด้วย (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และ (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนให้เป็นของสำนักงาน ป.ป.ส. โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ แม้ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ...(5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสองบัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุน...(2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก..." แสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้ โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่ได้รับมาโดยกฎหมาย หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" และแม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ เมื่อสิทธิของผู้รับจำนอง มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สินนั้น ๆ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ แม้คดีที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนได้ถึงที่สุดแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 702ป.พ.พ. 705ป.พ.พ. 714ป.พ.พ. 715ป.พ.พ. 722ป.พ.พ. 730ป.พ.พ. 745ป.พ.พ. 1307ป.ยาเสพติด 88ป.ยาเสพติด 89
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,298,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตำบลสามเสนนอก อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนมาตามคำสั่งศาลออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ต้องไม่เกิน 556,500 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมกัญชา 600 ซอง กัญชาแห้ง 35 ซอง กัญชาอัดแท่ง 1 แท่ง ก้านกัญชา 2 ถุง และยางกัญชา 1 ก้อน กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานผลิตกัญชา วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ระบุว่าเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน 742,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 6 เดือน วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ตรวจสอบทรัพย์สินและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ชั่วคราว 11 รายการ ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติให้อายัดทรัพย์สิน รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 107 วันที่ 25 มีนาคม 2558 ศาลอาญามีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29 และ 31 คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือถึงโจทก์ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้นายวัชระ ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยทั้งสองได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองตามสิทธิจำนองที่การจำนองนั้นได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ สิทธิจำนองของผู้รับจำนองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 กำหนดว่า จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ ผลของการตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งดังกล่าวนั้น มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" สิทธิจำนองจึงเป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง