ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 5228/2554

หลักกฎหมาย

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์เพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้ การที่ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เนื่องจากถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน เพียงแต่อาศัยสัญญาดังกล่าว เพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางก็ตาม ก็ถือเป็นส่งมอบการครอบครองโดยสมัครใจ จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง มิใช่ลักทรัพย์ จำเลยที่ 4 รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณา แม้จะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวในฟ้องที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ และจำเลยที่ 4 รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสี่มิได้หลงข้อต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ การกระทำของจำเลยที่ 4 ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร จำเลยที่ 4 จ่ายเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 มอบกุญแจรถของกลางให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ขึ้นนั่งคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้รับทรัพย์ที่ซื้อจากจำเลยที่ 3 ไว้แล้ว เป็นความผิดฐานรับของโจรสำเร็จแล้ว หาใช่เป็นเพียงพยายามรับของโจร การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานร่วมกันฉ้อโกงและลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจร ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 357 ริบเงิน 29,500 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง ของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 80 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุกคนละ 3 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบเงิน 29,500 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง ของกลาง จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์และจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานพยายามรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน มีเหตุผลยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันมาทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายเพื่อนำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อไปขายต่อนำเงินมาแบ่งกัน และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้นำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อได้ไปขายต่อให้จำเลยที่ 4 ในราคา 19,500 บาท จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมเงินที่ได้จากการขายรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง พยานโจทก์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน ไม่มีเหตุน่าระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสี่ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เบิกความรับว่า ก่อนวันเกิดเหตุ ร่วมกันทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายและบริษัทในเครือเดียวกับผู้เสียหายรวม 3 คัน ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายในวันเกิดเหตุจริง และจำเลยที่ 4 รับว่าได้นำเงินจำนวน 19,500 บาท มอบให้จำเลยที่ 3 ในวันเกิดเหตุจริง แต่กล่าวอ้างลอยๆ ว่า ต้องการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุนำไปให้น้องสาวที่จังหวัดสุโขทัย และเงินที่จ่ายให้จำเลยที่ 3 เป็นเงินค่าจำนำสร้อยคอทองคำโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ก็ให้การรับสารภาพ มีรายละเอียดสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบอ้างว่าไม่ได้สมัครใจรับสารภาพ แต่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ทราบข้อความและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารให้ฟังกับถูกทำร้ายร่างกาย ก็มีเพียงจำเลยทั้งสี่เบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันรถจักรยานยนต์กับผู้เสียหายโดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญา เพียงแต่อาศัยการหลอกลวงผู้เสียหายให้ทำสัญญาเพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางนำไปขาย และจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของกลางที่เช่าซื้อจากผู้เสียหายไปขายให้จำเลยที่ 4 ในราคา 19,500 บาท ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์หรือร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหาย เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์เพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง การที่ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เนื่องจากถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงให้ทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงมิใช่เป็นการเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์หากแต่เป็นการได้รถจักรยานยนต์ของกลางไป โดยการหลอกลวงผู้เสียหายโดยทุจริตว่าจะปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่ทำไว้กับผู้เสียหาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเพียงแต่อาศัยการหลอกลวงผู้เสียหายให้ทำสัญญาดังกล่าว เพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ของกลางนำไปขายโดยมีจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นและนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขายให้จำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนจำเลยที่ 4 ได้ความว่าไม่ได้ประกอบกิจการซื้อขายรถจักรยานยนต์แต่เป็นผู้รับซื้อรถจักรยานยนต์ของกลาง ซึ่งเป็นรถใหม่เพิ่งจะให้เช่าซื้อไปในราคา 64,720 บาท โดยรับซื้อไว้ในราคาเพียง 19,500 บาท ต่ำกว่าราคาปกติมาก ทั้งเป็นการซื้อขายกันในลักษณะเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการซื้อข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5228/2554 · ทนอย Thanoy