ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 525/2534

หลักกฎหมาย

โจทก์ทำงานเป็นพนักงานต้อน รับบนขบวนรถไฟดีเซลราง เริ่มเข้าทำงานก่อนที่ขบวนรถจะออก 1 ชั่วโมง และทำงานอยู่บนขบวนรถตลอดทางจนถึงสถานีปลายทาง ส่วนในเที่ยวกลับก็เข้าทำงานในลักษณะเดียวกันการทำงานของโจทก์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการเดินทางของขบวนรถดีเซลรางแต่ละครั้ง จึงเป็นการทำงานตามปกติของโจทก์ เบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายให้โจทก์แต่ละเที่ยวของการเดินทางจึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติด้วย เพราะนอกจากงานต้อน รับขบวนรถแล้วโจทก์ไม่มีหน้าที่อื่นอีก แม้เวลาทำงานบนขบวนรถจะเกิดกำหนดเวลาตามที่กำหนดในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ก็ตาม โจทก์ก็ได้ทำงานกับจำเลยโดยได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวมกันตลอดมา แสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างกันในลักษณะดังกล่าว เบี้ยเลี้ยงจึงเป็นค่าจ้าง เมื่อนำเบี้ยเลี้ยงไปคิดรวมกับเงินเดือนแล้ว ถือได้ว่าจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เกินกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ งานที่จำเลยให้โจทก์ทำเป็นงานขนส่ง แม้จำเลยจะให้โจทก์ทำงานเกินเวลาที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมแรงงานอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในการกระทำของตนเป็นอีกกรณีหนึ่งไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์นอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 36 การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เกินกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเกือบหนึ่งเท่า เมื่อพิจารณาตามลักษณะงานกับระยะเวลาที่โจทก์ทำงานนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกือบ 4 ปี และโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการจ่ายค่าจ้างในลักษณะดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้ส่วนที่เกินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเป็นค่าทำงานเกินเวลา ทั้งกรณีไม่ใช่การใช้แรงงานไม่เหมาะสม จึงใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยจ่ายเงินให้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินส่วนนี้อีก ลักษณะงานของโจทก์จะต้องทำต่อเนื่องคาบเกี่ยวกันในวันที่ติดต่อกัน ไม่อาจหยุดเต็มวันในวันเดียวกันได้ จำเลยมีเวลาให้โจทก์หยุดทำงานติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 ครั้งกรณีถือได้ว่าในแต่ละสัปดาห์จำเลยได้ให้โจทก์หยุดทำงานเกินกว่าที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 7 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานสำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ จำเลยไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีไม่มีข้อตกลงล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปหยุดปีอื่น ทั้งจำเลยไม่ได้ให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปี แม้ขณะฟ้องโจทก์ยังเป็นลูกจ้างของจำเลยอยู่ โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือให้จำเลยกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีในทางใดทางหนึ่งได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำเลยก็มีหน้าที่ต้องจ่ายให้.

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสิบฟ้องว่า จำเลยได้รับโจทก์ทั้งสิบเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนขบวนรถไฟดีเซลรางปรับอากาศจำเลยให้ค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายจำเลยให้โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 8 ทำงานบนขบวนรถไฟดีเซลรางปรับอากาศสายกรุงเทพมหานคร - สุรินทร์ เที่ยวละ 15 ชั่วโมง ซึ่งตามกฎหมายเกินไปวันละ 7 ชั่วโมง และจำเลยให้โจทก์ที่ 9 กับโจทก์ที่ 10ทำงานบนขบวนรถไฟดีเซลรางปรับอากาศสายกรุงเทพมหานคร - หาดใหญ่เที่ยวละ 34 ชั่วโมง ซึ่งตามกฎหมายทำเกินไปเดือนละ 132 ชั่วโมงโจทก์ทั้งสิบจึงมีสิทธิได้ค่าทำงานเกินเวลา จำเลยไม่เคยให้โจทก์ทั้งสิบ หยุดประจำสัปดาห์ โจทก์ทั้งสิบจึงมีสิทธิได้ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ จำเลยไม่เคยให้โจทก์ทั้งสิบหยุดในวันหยุดตามประเพณี โจทก์ทั้งสิบจึงมีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีและจำเลยไม่เคยให้โจทก์ทั้งสิบหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ทั้งสิบจึงมีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ขอให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำค่าทำงานเกินเวลา ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ทั้งสิบ ตามจำนวนดังกล่าวข้างต้นพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 300 บาท และโจทก์จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเป็นรายเที่ยวต่อการทำงาน 1 วัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือน โจทก์ทั้งสิบจึงได้รับค่าจ้างเกินกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด จำเลยมิได้กำหนดให้โจทก์ทำงานวันละ 15 ถึง 16 ชั่วโมง เพราะเมื่อรถไฟเดินทางจากสาถานี ต้นทางมาถึงสถานีกรุงเทพ โจทก์ก็ไม่ต้องอยู่ทำงานแต่อย่างใด แต่จะต้องกลับมาถึงสถานีเพื่อดูแลความเรียบร้อยก่อนเวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง เพื่อเดินกลับสถานีต้นทางอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรวมแล้วโจทก์ทำงานให้จำเลยวันละประมาณ 12 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อกิจการของจำเลยเป็นงานขนส่งและได้รับอนุมัติจากกรมแรงงานแล้ว จำเลยสามารถให้โจทก์ทำงานได้เกินวันละ 8 ชั่วโมง โดยมิต้องจ่ายค่าล่วงเวลา และเมื่อคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำกับอัตราเงินเดือนโจทก์ได้รับประโยชน์มากกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้กำหนดให้โจทก์มีวันหยุดประจำสัปดาห์แล้วแต่โจทก์ไม่ยอมหยุดเอง โจทก์ทั้งสิบจึงไม่มีสิทธิเรีกย ร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างวันหยุดตามประเพณี และค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลย จ่ายเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ทั้งสิบ โจทก์ทั้งสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสิบอุทธรณ์ในประการแรกว่า จำเลยจ่ายเงินเดือนโจทก์ทั้งสิบเดือนละ 300 บาท นอกนั้นเป็นเบี้ยเลี้ยง ที่ศาลแรงงานกลางนำเบี้ยเลี้ยงมาคิดคำนวณเป็นค่าจ้างแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าตอนข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา โจทก์ทุกคนทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนขบวนรถไฟดีเซลราง เริ่มเข้าทำงานก่อนที่ขบวนรถจะออก 1 ชั่วโมงและทำงานอยู่บนขบวนรถไฟดีเซลรางตลอดทางจนถึงสถานีปลายทางและในเที่ยวกลับก้น เข้าทำงานในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นการทำงานของโจทก์ทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นจนสุดสิ้นในการเดินทางของขบวนรถไฟดีเซลรางแต่ละครั้งนั้นจึงเป็นการทำงานตามปกติของโจทก์ทุกคนเบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทุกคนในแต่ละเที่ยวของการเดินทางจึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติด้วย เพราะนอกจากการต้นรับบนขบวนแล้วตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิบไม่มีหน้าที่อื่นอีก ถึงแม้เวลาทำงานที่อยู่บนขบวนรถจะเกินกำหนดเวลาตามกำหนดไว้ในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้ทำงานกับจำเลยโดยได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวมกันตลอดมา แสดงว่าโจทก์ทุกคนและจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างกันในลักษณะดังกล่าว เบี้ยเลี้ยงจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 และกรณีของโจทก์ทุกคนนั้นเมื่อคิดรวมเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงที่จำเลยจ่ายให้ก็มีจำนวนเกินกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่โจทก์ทุกคนฟ้องเรียกมา โจทก์ทั้งสิบอุทธรณ์ในประการที่สอง ว่า จำเลยให้โจทก์ทั้งสิบทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 3(2) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมแรงงาน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งสิบ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องเกี่ยวกับค่าล่วงเวลาหรือค่าที่ทำงานเกินเวลาเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า งานของจำเลยที่โจทก์ทั้งสิบทำเป็นการลำเลียงหรือเคลื่อนย้ายบุคคลหรือสิ่งของด้วยเครื่องอุปกรณ์การขนส่งจึงเป็นงานขนส่งตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3(2) และวรรคสอง(2) ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2534 · ทนอย Thanoy