คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 5267/2559
หลักกฎหมาย
โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์กับจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต จัดซื้อ และจัดหารายการโทรทัศน์ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำรายการโทรทัศน์จากจำเลยมาแพร่เสียงแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของโจทก์ โดยจำเลยรับรองต่อโจทก์ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสิทธิในรายการโทรทัศน์นั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อสัญญาดังกล่าวจึงถือเป็นสาระสำคัญ เพราะหากจำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิในภาพยนตร์ที่อนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิ โจทก์ย่อมไม่ทำสัญญากับจำเลยอย่างแน่แท้ เมื่อบริษัท ส. แจ้งแก่โจทก์ว่าพบการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่ตนมีสิทธิจัดจำหน่ายและหรือเผยแพร่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยถือเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์และจำเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์จากการแพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์ที่จำเลยยืนยันว่ามีสิทธิในภาพยนตร์นั้นแล้วอนุญาตให้โจทก์แพร่เสียงแพร่ภาพตามสัญญาดังกล่าว ทั้งที่จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ จึงทำให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจแพร่เสียงแพร่ภาพได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ เพราะบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมทั้งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ความน่าเชื่อถือในวงการธุรกิจโทรคมนาคม และความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าของโจทก์ นอกจากนี้การที่โจทก์ต้องชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายให้แก่สำนักงานกฎหมาย ก็เป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวจนทำให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญา จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณเนื่องจากการถูกดำเนินคดีอาญา และค่าเสียหายที่เป็นค่าทนายความและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายให้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์จำนวน 10,000,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายจำนวน 17,803,859 บาท ค่าสิทธิตามสัญญาที่โจทก์ได้เสียไปแล้วจากการต้องหาคู่สัญญารายใหม่แทนจำเลยจำนวน 33,053,182.49 บาท ค่าทนายความและที่ปรึกษากฎหมายและค่าใช้จ่ายจากกรณีที่โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาจำนวน 233,325.81 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวนทั้งสิ้น 61,090,367.30 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมและธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันกับกิจการโทรคมนาคม เช่น การให้บริการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์และสัญญาณบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม โจทก์โดยนางศุภจีและนายวุฒิ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์มอบอำนาจให้นายปราโมทย์ ดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในนาม "DTV" จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซื้อและจัดจำหน่ายซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ จัดจำหน่ายภาพยนตร์ผ่านทางระบบการตอบรับสมาชิกทางสื่อโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 จำเลยอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในการแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์ผ่านช่องทางการแพร่ภาพแพร่เสียงของ "DTV" เฉพาะในช่องรายการ "HDTV-2" หรือ ช่อง "D-movie HD" หรือช่อง "HD-TV1" มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์ เลขที่ "DTV-HD-1201" และบันทึกความร่วมมือการหาผลประโยชน์จากสื่อของ "DTV" เลขที่ "DTV-HD 1201A" โจทก์นำภาพยนตร์ออกเผยแพร่สู่สาธารณชนโดยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของโจทก์ในช่องรายการ "HDTV-2" เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า พบการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่บริษัทมีสิทธิจัดจำหน่ายหรือเผยแพร่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยทางช่องรายการ "HDTV2" ของโจทก์ โดยโจทก์มิได้รับอนุญาตจากบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตามหนังสือเรื่องขอให้ชี้แจงเรื่องสิทธิการเผยแพร่ภาพยนตร์ โจทก์สอบถามไปยังจำเลย ต่อมาจำเลยแจ้งว่ารายชื่อภาพยนตร์ตามเอกสารแนบท้ายนั้นมีรายชื่อบางส่วนที่ยังไม่เสร็จกระบวนการซื้อลิขสิทธิ์ พร้อมกันนี้จำเลยแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับสิทธิในการออกอากาศ และขอให้โจทก์ส่งรายชื่อภาพยนตร์ก่อนออกอากาศผ่านช่องดีทีวีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ให้แก่จำเลยเพื่อตรวจสอบสิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนก่อนการออกอากาศอีกครั้ง ตามหนังสือเรื่องขอแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับสิทธิในการแพร่ภาพแพร่เสียงผ่านช่องทางดีทีวี ลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 นายนรุตม์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินคดีแก่โจทก์และกรรมการบริษัทโจทก์ทุกคนในความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์ ตามหนังสือเรื่องแจ้งให้กรรมการบริษัทโจทก์ทุกคนเพื่อรับทราบข้อหากรณีถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา ลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 และหมายเรียกผู้ต้องหาบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของลิขสิทธิ์ให้เป็นผู้มีสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว และจำเลยมิได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือมีสิทธิให้ผู้อื่นเผยแพร่ต่อสาธารณชน ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต จัดซื้อ และจัดหารายการโทรทัศน์ โจทก์ทำสัญญากับจำเลยด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำรายการโทรทัศน์จากจำเลยมาแพร่เสียงแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมชื่อ "DTV" (ดีทีวี) ของโจทก์ โดยจำเลยรับรองต่อโจทก์ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสิทธิในรายการโทรทัศน์นั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังปรากฏตามข้อ 5.3 ของสัญญาที่ว่า "เอ็มไอซี (จำเลย) ขอรับรองว่าเอ็มไอซี (จำเลย) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเนื้อหา ภาพและเสียงทุกชนิดในรายการโทรทัศน์ตามรายชื่อที่ปรากฏในเอกสาร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง