คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 5269/2542
หลักกฎหมาย
การฟ้องคดีขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียน ไว้แล้วโดยอ้างว่ามีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่านั้น เป็นการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยซึ่งเคยจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทยตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 แต่หลังจาก ครบกำหนดอายุ 10 ปี จำเลยมิได้ต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยเพิ่งขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวใหม่ และได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 โจทก์ ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 จึงยังไม่เกิน 5 ปี คดีไม่ขาดอายุความ จำเลยมิได้นำสืบให้ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เป็นคำสามัญที่มีความหมายหรือคำแปลหรือเป็นคำที่ใช้โดยทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอย่างไร อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะ นำไปใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าของจำเลย และนำไปยื่นขอจดทะเบียนได้ การที่โจทก์อนุญาตให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ.ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และอนุญาตให้ดัดแปลงเครื่องหมายการค้าและรูปแบบซอง บรรจุสินค้าได้นั้น เป็นสิทธิที่โจทก์ในฐานะเจ้าของ เครื่องหมายการค้าจะทำได้ มิได้เป็นการแสดงว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีลักษณะ บ่งเฉพาะแต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าชุดแรกของโจทก์และโจทก์ร่วม กับของจำเลยนั้นมีอักษรภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน คงมีแตกต่างกันคือ อักษรตัวแรกของเครื่องหมายการค้าโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นตัว "F" ส่วนของจำเลยเป็นตัว "t" โดยของโจทก์และโจทก์ร่วม ตัวแรกมีขีดเฉียงด้านบน 1 เส้น ส่วนของจำเลยไม่มีขีด ส่วนคำอักษรโรมันเครื่องหมายการค้าของโจทก์และโจทก์ร่วม ใช้คำว่า "cha" ของจำเลยใช้คำว่า "Na" ซึ่งอยู่ในวงกลม พื้นสีดำส่วนเครื่องหมายการค้าชุดหลังนั้น ของจำเลย มีรูปภาพประกอบคือสตรีกำลังวาด รูปดอกไม้ของโจทก์และโจทก์ร่วม เป็นรูปสตรีกำลังวาด แบบเสื้อ เมื่อพิจารณาข้อความ ภาษาญี่ปุ่นกับการวางรูปของเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายแล้ว จะเห็นได้ว่าคล้ายคลึงกันมาก คงแตกต่างเฉพาะอักษร ภาษาญี่ปุ่นตัวแรกดังกล่าว ย่อมทำให้ประชาชนผู้พบเห็น หลงผิดได้ว่า เป็นสินค้าของเจ้าของเดียวกัน ทั้งเมื่อ นำมาใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันคือกระดาษลอกลายเช่นเดียวกันแล้ว ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์และโจทก์ร่วม อาจทำให้สาธารณชนเกิดความสับสน และหลงผิดในความเป็นเจ้าของได้ โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทเพื่อใช้กับสินค้าประเภทกระดาษและกระดาษลอกลายที่ประเทศญี่ปุ่นและได้ใช้ เครื่องหมายการค้ากับสินค้าดังกล่าวเรื่อยมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปีแล้ว รวมทั้งได้โฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่ประเทศญี่ปุ่น จนแพร่หลายคนทั่วไปรู้จักสินค้าของโจทก์ดี และในประเทศไทย ก็มีผู้ส่งสินค้าของโจทก์เข้ามาจำหน่ายจนเป็นที่นิยม ต่อมาในปี 2512 โจทก์ร่วมได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของร่วม ในสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ส่วนจำเลยแม้จะได้ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทยเมื่อปี 2522 ก็ตาม แต่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อนจำเลย ทั้งปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนหรือคล้าย กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์และโจทก์ร่วมจนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าได้ จึงเป็น การที่จำเลยเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์และโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิดีกว่าจำเลยในการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทสำหรับสินค้าประเภทกระดาษลอกลาย สินค้ากระดาษลอกลายของโจทก์มีผู้สั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นเวลาประมาณ 30 ปีแล้ว ปัจจุบันยังมีผู้นิยมใช้สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ดังกล่าว ส่วนจำเลยนั้นเริ่มใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว ในนามบริษัทของจำเลยเมื่อปี 2535 ลักษณะสีสันและ เครื่องหมายการค้าที่พิมพ์อยู่บนซองบรรจุสินค้าก็เหมือนหรือคล้ายกับของโจทก์มาก ย่อมทำให้ผู้ซื้อหลงเข้าใจผิดได้ว่าสินค้าของจำเลยเป็นสินค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลย ถือได้ว่าเป็นการลวงขายสินค้า ทำให้โจทก์และโจทก์ร่วม เสียหาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทย โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในฐานเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ และมีสิทธิฟ้องขอให้ห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทเฉพาะในลักษณะที่เป็นการลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าพิพาท นั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทย จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าพิพาท เฉพาะในลักษณะที่เป็นการลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์ และโจทก์ร่วมเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณา และแก้ไขให้ถูกต้องได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 246พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 35พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 41พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 13พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 17พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 46พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 67พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 45
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปและคำภาษาญี่ปุ่นและรูปลักษณ์ ซองบรรจุสินค้าในลักษณะลวดลายต่าง ๆดีกว่าจำเลย ให้จำเลยเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 270285 ทะเบียนเลขที่ ค.27202 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาห้ามจำเลยใช้หรือเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและเครื่องหมายการค้าอื่นที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าและรูปซองบรรจุสินค้าของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะยุติการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าและซองบรรจุสินค้าและเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นอ่านว่า "นายาโก้เปป้า" และอักษรโรมันคำว่า "Na"อ่านว่า "นา" โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โจทก์ฟ้องคดีเกิน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง นางสาวโยชิ มัทซึอิ ยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำภาษาญี่ปุ่น พร้อมภาพประกอบเช่นเดียวกับโจทก์ จึงขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ศาลแพ่งอนุญาต ระหว่างพิจารณาของศาลแพ่ง โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยยื่นคำร้องขอให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 46ศาลแพ่งเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำภาษาญี่ปุ่นตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 กับเครื่องหมายการค้าคำภาษาญี่ปุ่นและรูปสตรีกำลังตัดเย็บเสื้อผ้า ตามเอกสารหมาย จ.9 ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยตามคำขอเลขที่ 270285 ทะเบียนเลขที่ ค.27202 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ5,000 บาท แก่โจทก์และโจทก์ร่วมนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาทคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าภาษาญี่ปุ่นและอักษรโรมันอ่านว่า ชาโคเปปาร์ ใช้กับสินค้ากระดาษและกระดาษลอกลายมานานหลายสิบปี โดยเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่นและโจทก์ได้รับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าจากบริษัทนิปปอน ชาโคเปเปอร์ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ส่วนโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของร่วมในสิทธิในเครื่องหมายการค้าภาษาญี่ปุ่นชุดเดียวกับบริษัทนิปปอน ชาโคเปเปอร์ จำกัด เพื่อใช้กับสินค้าประเภทกระดาษลอกลาย และต่อมาโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำภาษาญี่ปุ่น โดยมีอักษรโรมันและรูปภาพสตรีกำลังวาด แบบเสื้อเมื่อปี 2522 จำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า "นายาโก้เป ป้า" อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมลวดลายประดิษฐ์และอักษรโรมันอยู่มุมบนด้านซ้าย อ่านว่า "นา" ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 39 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 ทั้งจำพวกในประเทศไทย หลังจากครบกำหนดอายุ 10 ปี จำเลยมิได้ต่ออายุทะเบียนในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ต่อมาจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวใหม่สำหรับสินค้าจำพวกที่ 16 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534และได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.3 คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าคดีโจทก์และโจทก์ร่วมที่ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ตามทะเบียนเลขที่ ค.27202 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยย่อมเป็นการฟ้องร้องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 67 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง