คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532
ฎีกาที่ 527/2532
หลักกฎหมาย
ไม้ฟืนเป็นไม้ที่ไม่เหมาะสมจะนำไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นนอกจากเป็นเชื้อเพลิงพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507มาตรา4ก็ได้ให้คำนิยามของคำว่าไม้กับคำว่าของป่าไว้แยกต่างหากจากกันและไม้ฟืนถูกกำหนดให้เป็นของป่าอย่างหนึ่งไม้ฟืนจึงไม่ใช่ไม้ตามความหมายของมาตรา4แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อจำเลยนำไม้ฟืนออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงไม่มีความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม้ฟืนของกลางที่จำเลยรับจ้างบรรทุกรถยนต์มานั้นถูกเก็บกองอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติความผิดฐานเก็บหาไม้ฟืนซึ่งเป็นของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงยังไม่ขาดตอนการที่จำเลยหลบหนีไปเพราะพบเห็นเจ้าหน้าที่แสดงว่าจำเลยทราบดีว่าไม้ฟืนของกลางอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจำเลยรับจ้างบรรทุกไม้ฟืนอันเป็นของป่าซึ่งมีผู้กระทำผิดนำมากองไว้เพื่อจะนำออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดฐานเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507มาตรา14,31วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา86ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484มาตรา29ทวิ71ทวิลงโทษบทหนักที่สุดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507.
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 83ป.อ. 86ป.อ. 90ป.อ. 91พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 4พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 11พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 29พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 29 ทวิพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 74พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 4พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 14พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ แล้วทำไม้หวงห้ามประเภท ก. เก็บหาไม้ฟืนซึ่งของป่าหวงห้าม และทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต กับมีไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งยังไม่ได้แปรรูปไว้ในความครอบครองและมีไม้ฟืนอันเป็นของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองเกินปริมาตรที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 ที่แก้ไขแล้วพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 11, 27, 29, 29 ทวิ,69, 71 ทวิ, 73, 74, 74 จัตวา ที่แก้ไขแล้ว พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2505 มาตรา 4 พระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ. 2505 มาตรา 4 ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง กำหนดปริมาณของป่าหวงห้ามที่ให้ค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้สอยในครัวเรือนแห่งตนได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2526ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่แก้ไขแล้ว ริบไม้และของป่าของกลาง กับจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31วางโทษจำคุก 2 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 29 ทวิ, 71 ทวิ วางโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาทเรียงกระทงลงโทษรวมเป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 5,000 บาทไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน ข้อหาอื่นให้ยก จ่ายสินบนนำจับกึ่งค่าปรับ ไม้หรือของป่าให้ริบ โจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 คงจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกไม้ของกลางเต็มคันรถมาติดหล่มอยู่ในบริเวณป่าแม่สลิดและป่าโป่งแดงอันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติเจ้าหน้าที่นำไม้ของกลางบนรถยนต์ดังกล่าวมาตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าไม้ทั้งหมดมีปริมาตรรวม 27.78 ลูกบาศก์เมตร เป็นไม้ฟืน 24.08 ลูกบาศก์เมตรส่วนที่เหลืออีก 3.70 ลูกบาศก์เมตร ที่โจทก์อ้างว่าเป็นไม้รังและไม้แดง อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. นั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ต่อไปอีกว่า ไม้ดังกล่าวทั้ง 3.70ลูกบาศก์เมตร ก็เป็นไม้ฟืนด้วย สำหรับความผิดฐานมีของป่าหวงห้าม(ฟืน) เกินปริมาณกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีคงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะมีความผิดฐานทำไม้ และเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 ที่แก้ไขแล้วหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาในข้อแรกว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าไม้ทั้งหมดเป็นไม้ฟืนก็ถือว่าเป็นไม้ เมื่อจำเลยนำไม้ดังกล่าวออกจากป่า จึงถือว่าเป็นการทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่าไม้ฟืนเป็นไม้ที่ไม่เหมาะสมจะนำไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นนอกจากเป็นเชื่อเพลิง ทั้งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 4 ก็ได้ให้คำนิยามของคำว่าไม้กับคำว่าของป่าไว้แยกต่างหากจากกัน สำหรับไม้ฟืนนั้นถูกกำหนดให้เป็นของป่าอย่างหนึ่ง ดังนั้นไม้ฟืนจึงไม่ใช่ไม้ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เมื่อจำเลยนำไม้ฟืนออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่มีความผิดฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีพยานนำสืบว่า เห็นจำเลยขับรถยนต์บรรทุกไม้ของกลางติดหล่มอยู่ในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และจำเลยยอมรับว่ารับจ้างนายยมบรรทุกไม้ที่มีอยู่ในป่านั้นถือว่าจำเลยเป็นตัวการที่ร่วมเก็บหาไม้ของกลางซึ่งเป็นของป่าเพราะการเป็นตัวการนั้น จำเลยไม่ต้องลงมือเก็บหาไม้เอง เพียงแต่รับแบ่งหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกไม้ของกลาง ก็ถือว่าเป็นตัวการร่วมเก็บหาของป่าแล้ว เห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกในการกระทำผิดเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงไม่มีข้อหาหรือประเด็นว่า จำเลยกระทำผิดร่วมกับพวกหรือไม่ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่โดยเหตุที่คดีได้ความจากคำเบิกความของพันโทฟูเกียรติ เงินช้าง พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยว่า ก่อนจับกุมนายอำเภอบ้านตากได้รายงานทางวิทยุต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตากว่า มีผู้ลักลอบตัดไม้ในป่าที่เกิดเหตุ มีกองไม้ใหญ่จำนวน 4 กอง ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปจับกุม เพราะจะมีการขนย้ายออก ทั้งจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่าเมื่อขับรถยนต์ไปถึงกองไม้ นายยมก็ว่าจ้างคนงานขนไม้ขึ้นบรรทุกรถยนต์เมื่อจำเลยขับรถยนต์ออกจากที่ดังกล่าวมาได้ประมาณครึ่งกิโล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง