ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 527/2550

หลักกฎหมาย

สินค้ารถยนต์ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ได้ให้คำจำกัดความไว้แล้ว การที่กรมสรรพสามิตจำเลยออกคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 ให้รถยนต์ซึ่งทำจากชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย แม้มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับและด้านหลังเปิดโล่งเป็นรถยนต์นั่งตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 05.01 ด้วย เป็นการเปลี่ยนประเภทรถยนต์กระบะตามความหมายของรถยนต์กระบะ ให้เป็นรถยนต์นั่ง มิใช่การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบอำนาจโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างที่รถยนต์คันของโจทก์ถูกจำเลยยึดไว้ ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ และระยะเวลาที่ผ่านไปเกือบ 2 ปี ย่อมทำให้รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานเก่าลง อุปกรณ์บางอย่างหมดสภาพหรือหมดอายุการใช้งานซึ่งเป็นเหตุให้รถยนต์มีราคาลดลงจากเดิม อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์มิได้ใช้รถยนต์ และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ให้แก่โจทก์ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะบรรทุกหมายเลขทะเบียน 2 ฒ - 5050 กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากนายโอภาส เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 ในราคา 350,000 บาท และนายโอภาสจดทะเบียนไว้ในประเภทรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดปทุมธานี โดยถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง และเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 เวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ของจำเลยขณะปฏิบัติหน้าที่ให้แก่จำเลย ได้จับกุมและยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อตรวจสภาพ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้แจ้งแก่โจทก์ด้วยวาจาว่า โจทก์จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์เป็นจำนวนเงิน 492,860 บาท และต้องเสียภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยอีกจำนวน 49,286 บาท เนื่องจากใช้แชสซีส์ของรถยนต์นั่งมาประกอบเป็นรถยนต์ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งว่าจะต้องยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้จนกว่าโจทก์จะชำระภาษีให้แก่จำเลยครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยจึงจะรับรถคืนไปได้ โจทก์โต้แย้งคัดค้านว่า รถยนต์ของโจทก์มิใช่รถยนต์นั่งและได้จดทะเบียนไว้ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดปทุมธานีว่า เป็นรถยนต์กระบะบรรทุกซึ่งตามกฎหมายไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยคงยืนยันเช่นเดิม และอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรมในการที่จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ และสั่งให้โจทก์ต้องเสียภาษีสรรพสามิต คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาโดยรับฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้วมีคำวินิจฉัยที่ 36/2541 ว่า รถยนต์ของโจทก์มิใช่รถยนต์นั่งที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิต ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือแจ้งผลคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยเป็นผู้ที่จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว วันที่ 11 สิงหาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับรถยนต์คันดังกล่าวคืนจากจำเลย โจทก์ได้รับรถยนต์คืนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2541 ในสภาพเสียหายและเสื่อมสภาพทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถ นับจากวันที่จำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์เป็นเวลา 1 ปี 9 เดือน 11 วัน ในอัตราวันละ 1,500 บาท เป็นเงิน 975,000 บาท และต้องขาดทุนจากการขายรถยนต์ไปตามสภาพเป็นเงิน 200,000 บาท การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,175,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกหมายเลขทะเบียน 2 ฒ - 5050 กรุงเทพมหานคร แต่เป็นของนายภัทรพงษ์ ไกรลาสสุวรรณ ซึ่งซื้อมาจากนายโอภาส เรืองปัญญาวุฒิ จำเลยตรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพราะเป็นรถยนต์ที่มีส่วนประกอบบางส่วนเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์นั่งซึ่งต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของจำเลยหาได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตใจและเห็นว่าถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์และจำนวนเงินที่โจทก์อ้างว่าขาดทุนจากการขายรถยนต์คันดังกล่าว และหากจำเลยต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ และจำนวนเงินที่โจทก์อ้างว่าขาดทุนแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้องซึ่งสูงเกินความจริง กล่าวคือ ค่าขาดประโยชน์ไม่เกินวันละ 200 บาท ค่าขาดทุนเนื่องจากรถยนต์เสียหายและเสื่อมสภาพนั้นเป็นความเสียหายหรือเสื่อมสภาพตามปกติธรรมชาติของรถยนต์เองและไม่เกิน 10,000 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒ - 5050 กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากนายโอภาส เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2538 ในราคา 350,000 บาท รถยนต์คันดังกล่าวได้จดทะเบียนไว้ในประเภทรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดปทุมธานีในวันที่ 31
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2550 · ทนอย Thanoy