ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 5282/2562

หลักกฎหมาย

มูลกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด และโจทก์จำต้องยื่นขอรับชำระหนี้ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายเพื่อรักษาสิทธิของตนตามกฎหมายล้มละลาย หาใช่กรณีโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 หรือเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลให้รับผิดชำระหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้ฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้รับผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวจึงหาทำให้สิทธิในการดำเนินคดีเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในมูลคดีตามฟ้องต้องถูกลบล้างไปเพราะการถอนฟ้องไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าซ่อมแซมถนนเป็นเงิน 2,478,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจก่อสร้างทาวเฮาส์จัดสรรขายพร้อมที่ดินโครงการธนาพัฒน์เฮาส์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 (โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 สิงหาคม 2557) โจทก์เป็นผู้ซื้อทาวเฮาส์โครงการข้างต้นจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 ภายหลังจากนั้นโจทก์พบว่าถนนสายหลักและถนนซอยอีก 3 ซอย รวม 5 สาย ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กชำรุดแตกร้าวร้อยละ 90 โจทก์กับผู้ซื้อบ้านประมาณ 30 ราย แจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไข จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขแล้ว แต่ยังคงชำรุดแตกร้าว ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2554 มีการจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวจึงบอกกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 ซ่อมแซมแก้ไขแต่โจทก์อ้างว่ายังคงมีความชำรุดบกพร่อง และอ้างว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรธนาพัฒน์เฮ้าส์ สาทร - นราธิวาส (โซน E) เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชดใช้ค่าซ่อมแซมความเสียหายของถนนทั้งห้าสายเป็นเงิน 2,478,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในเหตุไม่ได้ใช้ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในสภาพเรียบร้อย 500,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิเสธความรับผิด และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ยังต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 44 บัญญัติว่า ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค ... และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินการของนิติบุคคล ... เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และให้มีอำนาจพิพากษาให้บุคคลเช่นว่านั้น ร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย ... และปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไปแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏจากทางพิจารณาว่า มูลกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดและโจทก์จำต้องยื่นขอรับชำระหนี้ตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายเพื่อรักษาสิทธิของตนตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และ 91 บัญญัติกำหนดไว้ หาใช่กรณีโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 หรือเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลให้รับผิดชำระหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคโดยไม่ได้ฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้รับผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในเหตุดังกล่าวจึงหาทำให้สิทธิในการดำเนินคดีเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในมูลคดีตามฟ้องต้องถูกลบล้างไปเพราะการถอนฟ้องไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2562 · ทนอย Thanoy