คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 529/2563
หลักกฎหมาย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430 เล่ม 18 หน้า 87 ให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีก และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท และจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 15,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนาย ส. ส่วนนาง ด. และจำเลยทั้งสามเป็นบุตรของนาย ป. เมื่อปี 2520 ทางราชการออกใบจองที่ดินพิพาท (น.ส.2) เลขที่ 430 เนื้อที่ 48 ไร่ 20 ตารางวา ให้แก่นาย ส. ออกใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 428 เนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ให้แก่นาย อ. และออกใบจอง (น.ส.2) ไม่ทราบเลขที่และเนื้อที่ที่ดินให้แก่นาย ร. ที่ดินทั้งสามแปลงมีอาณาเขตติดต่อกัน ตั้งอยู่ที่ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 428 ของนาย อ. อยู่ทางทิศตะวันตก ถัดไปทางทิศตะวันออกเป็นที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430 ของนาย ส. และที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) ของนาย ร. ตามลำดับ นาย ส. ถึงแก่ความตายในปี 2540 แต่ก่อนนาย ส. ถึงแก่ความตาย นาย ส. ขายที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430 ให้แก่นาย ป. โดยมอบที่ดินพิพาทให้ครอบครองทำประโยชน์พร้อมกับส่งมอบใบจอง (น.ส.2) ต่อมาปี 2558 ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. โจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรละหานว่า ใบจองที่ดินพิพาท (น.ส.2) เลขที่ 430 สูญหาย เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430 ให้โจทก์ โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430 ใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาในปี 2559 จำเลยที่ 1 และนาง ด. ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 430 กลับคืนไปเป็นชื่อนาย ส. ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. โอนที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และนาง ด. กับให้ส่งมอบใบแทนใบจองดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 และนาง ด. ตามคดีหมายเลขดำที่ 139/2559 ของศาลชั้นต้น จากนั้นโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่ 56 ไร่ 3 งาน 80 6/10 ตารางวา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนาง ด. คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนาง ด. ต่อมาจำเลยที่ 1 และนาง ด. ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 139/2559 และจำเลยทั้งสามมาฟ้องโจทก์เป็นจำเลยเป็นคดีใหม่ขอให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 465/2559 ของศาลชั้นต้น ปัจจุบันต้นฉบับใบจองที่ดินพิพาท (น.ส.2) เลขที่ 430 อยู่กับจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสามเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 64 2/10 ตารางวา ถัดไปทางทิศตะวันออกจำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ 3 งาน 20 2/10 ตารางวา และจำเลยที่ 3 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 1 งาน 96 2/10 ตารางวา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า ทางราชการได้ออกใบจองที่ดินพิพาทให้แก่นาย ส. ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ได้ให้คำนิยามคำว่า “ใบจอง” หมายความว่า “หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว” จากคำนิยามดังกล่าวถือได้ว่าทางราชการยังไม่ได้ให้สิทธิครอบครองอย่างเด็ดขาดแก่นาย ส. นาย ส. เพียงแต่มีสิทธิเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด รวมทั้งเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนด แต่ในระหว่างที่นาย ส. ได้รับอนุญาตให้จับจองที่ดินพิพาท นาย ส. จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก” ดังนั้น แม้ภายหลังจากปี 2520 ที่นาย ส. ได้รับใบจองแล้วได้ขายที่ดินพิพาทให้แก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง