คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 5301/2549
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองและสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 จำนวน 2,100,000 บาท ที่โจทก์ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ตามคำฟ้องดังกล่าวหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง สัญญาจะซื้อจะขายและข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่อาจบังคับให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญาได้ และมีผลทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่สถานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ที่ได้รับชำระแล้วแก่โจทก์ และโจทก์ซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนไม่ผูกพันโจทก์ได้และโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวด้วย คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินตามเช็คซึ่งโจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยทั้งสามได้จัดให้จำเลยที่ 3 เข้าแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้สิทธิเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแล้ว เมื่อครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเกินกว่า 5 ปี มีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) หลังจากนั้นสามารถออกโฉนดที่ดินได้ทันที ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าได้รับโอนที่ดินมาจากจำเลยที่ 1 โดยชอบ และสามารถออกโฉนดที่ดินได้โจทก์จึงยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันมีลักษณะทำนองว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะ คู่สัญญาปราศจากข้อผูกพันในอันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา และเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปแล้วเป็นลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยที่ 1 ต้องคือแก่โจทก์และการที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 เป็นเพราะจำเลยทั้งสามหลอกลวงโจทก์และกระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับได้ ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสามซึ่งทราบดีว่าที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 25 ไร่ หมู่ที่ 1 ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี เป็นที่ดินที่ห้ามโอนให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อ โดยจำเลยทั้งสามได้จัดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 7,000,000 บาท ตกลงแบ่งชำระเป็น 3 งวด ชำระด้วยเช็คล่วงหน้าของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางยี่ขัน งวดที่ 1 จำนวนเงิน 2,100,000 บาท งวดที่ 2 จำนวน 2,450,000 บาท งวดที่ 3 จำนวนเงิน 2,450,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจะดำเนินการออกโฉนดที่ดินภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญาจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำและค้ำประกันสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว โจทก์หลงเชื่อจึงทำสัญญาโดยไม่รู้ว่าที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนได้ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ไปแล้วเป็นเงิน 2,100,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 4,900,000 บาท โจทก์ยังไม่ได้ชำระเนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ที่ศาลชั้นต้น เพื่อบังคับให้ชำระเงินตามเช็คค่าที่ดินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1615/2540 และคดีหมายเลขดำที่ 2418/2541 ของศาลชั้นต้น ในระหว่างพิจารณาคดีศาลได้สั่งรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน ต่อมาจำเลยทั้งสามได้จัดให้จำเลยที่ 3 เข้าแถลงต่อศาลว่าโจทก์ได้สิทธิเป็นสมาชิกนิคมแล้ว เมื่อครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 5 ปี แล้ว มีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) หลังจากนั้นสามารถออกโฉนดได้ทันทีทำให้โจทก์หลงเชื่อว่า ได้รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว และสามารถออกโฉนดที่ดินได้ จึงยอมเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าวและได้ชำระเงินค่าที่ดินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ห้ามโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่นเว้นแต่ตกทอดทางมรดกเท่านั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อสัญญาเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีหน้าที่ชำระค่าที่ดินที่ค้างให้จำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้ที่ค้างต่อศาล สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็เป็นโมฆะ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ไปจากโจทก์เป็นเงิน 2,100,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 726,687.50 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,826,682.50 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้พิพากษาถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมือเปล่าและเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขดำที่ 1615/2540 และคดีหมายเลขดำที่ 2418/2541 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,826,687.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 2,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 3489/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 3485/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมือเปล่าจำเลยทั้งสามมิได้หลอกลวงโจทก์ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคู่สัญญา การซื้อขายที่ดินดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ในศาลที่มีเขตอำนาจ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 60,000 บาท ค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 3484/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 3485/2541 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง