ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 5308/2548

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 รับโอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ส่วนของโจทก์ไว้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ มาตรา 28 กำหนดว่านอกเหนือจากการประกันชีวิต ให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตลงทุนประกอบธุรกิจอื่นใดได้เฉพาะที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้นำเงินไปลงทุนได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 11 ที่จำเลยที่ 1 ถือหุ้นดังกล่าวไม่อยู่ในฐานะเป็นบริษัทที่มีทรัพย์สินเกินกว่าหนี้สินและไม่มีฐานะเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปีของทุนที่ชำระแล้วติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีก่อนที่ซื้อหุ้นนั้นตามหลักเกณฑ์การลงทุนของบริษัทประกันชีวิตที่กำหนดในกฎกระทรวง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตได้ลงทุนประกอบธุรกิจอันเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ออกตามความใน พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการโอนหุ้นดังกล่าว จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์โอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 โดยเจตนาลวง ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ กับการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่ ล้วนเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสูงย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อการและจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 11 ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 16 คน โดยโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น 490 หุ้น และเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 11 การก่อตั้งจำเลยที่ 11 เป็นไปเพื่อจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุด โจทก์ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 11 ขณะนั้น ได้ทำบันทึกรายละเอียดของโครงการเสนอต่อแผนกลงทุนของจำเลยที่ 1 เพื่อขอให้สนับสนุนโครงการ โดยให้จำเลยที่ 11 กู้ยืมเงินไปลงทุน จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 11 จำนวน 50,000,000 บาท โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,500,000 บาท ต่อมาโจทก์ติดต่อขอรับเงินตามวงเงินกู้ในส่วนที่ยังไม่ได้รับอีก 9,500,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายเงินให้ ทำให้โครงการก่อสร้างอาคารชุดของโจทก์ต้องชะงักไป จำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 จะเข้ามาก่อสร้างให้โดยจะให้วงเงินกู้ก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ให้โจทก์แสดงเจตนาลวงโอนหุ้นของจำเลยที่ 11 ทั้งของโจทก์และของผู้มีชื่อถือหุ้นคนอื่นซึ่งถือแทนโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์และผู้ถือหุ้นเหล่านั้นได้ลงชื่อในแบบการโอนหุ้นโดยที่ยังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไป ต่อมาจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนหุ้นแทนจำเลยที่ 1 ในทางปฏิบัติโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันให้โจทก์เป็นเจ้าของหุ้นแท้จริง และมีข้อตกลงว่าให้โจทก์เป็นผู้ขายอาคารในระบบไทม์แชริ่งแล้วนำเงินไปชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะดำเนินการให้ผู้รับโอนหุ้นทั้งหมดทยอยโอนหุ้นคืนให้แก่โจทก์ตามจำนวนหนี้ที่ได้ชำระแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ให้โจทก์ลงชื่อในแบบขอแก้ไขอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 11 เพื่อถอนชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการในการจ่ายเงินอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้โจทก์ใช้อำนาจเบิกจ่ายไปใช้ในทางอื่น จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้แสดงออกว่าเข้าทำการงานต่าง ๆ ในบริษัทจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 1 ได้ให้บริษัทเอส.ไอ.พี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 10 เป็นผู้จัดการและเป็นผู้รับโอนหุ้นจากโจทก์ก่อสร้าง ส่วนด้านการขายอาคารชุด โจทก์ได้จัดตั้งบริษัทแวคเคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ขึ้นเพื่อดำเนินการขาย จำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งหมดภายใต้การครอบงำของจำเลยที่ 2 ได้ทำความเสียหายให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 11 ทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์หรือจำเลยที่ 11 เป็นหนี้จำเลยที่ 1 สูงขึ้น และเสียดอกเบี้ยตามเวลาที่ประวิง โดยประสงค์ให้ยอดหนี้รวมดอกเบี้ยมีจำนวนสูงกว่าที่ได้เคยตกลงกันไว้ และกลั่นแกล้งโจทก์และบริษัทแวคเคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด โดยไม่ให้โจทก์และบริษัทดังกล่าวขายไทม์แชริ่งให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 ได้จัดตั้งจำเลยที่ 4 ขึ้นเพื่อเข้ามามีส่วนในการขายไทม์แชริ่งแทนและหลอกลวงโจทก์ให้ยอมให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้มีอำนาจในการขายไทม์แชริ่งได้รับเงินในการขายทั้งหมดแทน การที่จำเลยทั้งหมดภายใต้การครอบงำของจำเลยที่ 2 กระทำไปเป็นการผิดข้อตกลงกับโจทก์ และเป็นการฉวยโอกาสกระทำการโดยทุจริตเพื่อสร้างความเสียหายให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 11 โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งหมดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ รวมทั้งโอนหุ้นและการจัดการในบริษัทของจำเลยที่ 11 กับคืนการถือครองอาคารชุดทั้งหมดให้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งหมดไม่เข้าไปเกี่ยวข้องอีกแต่จำเลยทั้งหมดเพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันคืนเงินจำนวน 151,000,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จเพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ให้จำเลยร่วมกันชำระเงินจำนวน 88,640,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์เพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ต่อไป ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันใช้เงินจำนวนเดือนละ 6,600,000 บาท ตามฟ้องให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบอาคารให้แก่โจทก์เพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ต่อไป ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ร่วมกันโอนหุ้นของจำเลยที่ 11 คืนโจทก์ หากไม่จัดการโอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหมด และให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เพื่อนำเข้าเป็นของจำเลยที่ 11 ต่อไป และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์เข้าดำเนินกิจการของจำเลยที่ 11 และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับอาคารชุดเซ้าท์ พัทยารีสอร์ท หรือซิกม่าร์รีสอร์ทคลับไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น จำเลยที่ 1 ให้การว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5308/2548 · ทนอย Thanoy