ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 5329/2552

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากร่วมกันกับจำเลยอื่นมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด โดยถือว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องจริง โดยจำเลยที่ 5 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 แล้วมอบให้จำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปมอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าแล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายไปแบ่งปันกันเป็นทอดๆ อันมีลักษณะของการกระทำความผิดเป็นขบวนการ ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 3 เมื่อจับจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 3 รับว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 5 และเมื่อจับจำเลยที่ 5 ได้ จำเลยที่ 5 รับว่ารับแมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ได้ช่วยติดต่อเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถวางแผนขยายผลการจับกุมจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษในคดีนี้ได้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนเห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนของกลางอื่นโจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดต่อไป จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,000 เม็ด เป็นของกลางได้จากบ้านเลขที่ 5/83 หมู่ที่ 6 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และยึดเงินจำนวน 65,000 บาท จากที่พักของจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เวลา 1.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าพาต้าสาขาปิ่นเกล้า ต่อมาเวลา 2.30 นาฬิกา จับจำเลยที่ 5 ได้ที่บริเวณหน้าสถานอาบอบนวดเหมยฮัว และยึดรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าหมายเลขทะเบียน พฮ 5439 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 5 ที่จอดอยู่หน้าสถานอาบอบนวดดังกล่าว ยึดเมทแอมเฟตามีนอีก 2,000 เม็ด อ้างว่าซุกซ่อนไว้ในช่องเก็บของด้านหน้ารถ กับเงินจำนวน 340,000 บาท จากที่พักของจำเลยที่ 5 เป็นของกลาง และเวลา 14.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 6 ได้บริเวณหน้าโรงแรมสยามบริเวอรี่ และยึดเงินจำนวน 270,000 บาท กับรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน 6 ศ - 8374 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 6 เป็นของกลาง เฉพาะจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้ว ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา พันตำรวจเอกวิจิตรผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้วและชุดสืบสวนปราบปรามยาเสพติดของสถานีตำรวจดังกล่าว ได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บ้านเลขที่ 5/83 หมู่ที่ 6 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีชาวเขานำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าจึงรายงานให้พลตำรวจโทนพดลผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ พลตำรวจโทนพดลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลโพธิ์แก้ว วางแผนจับกุมคนร้ายที่นำเมทแอมเฟตามีนไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 5/83 ดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกบัญชากับพวกจึงร่วมกันวางแผนจับกุมในวันเดียวกัน ต่อมาเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกบัญชาและจ่าสิบตำรวจสมภพกับพวกรวมกันประมาณ 15 คน ไปที่บ้านเลขที่ 5/83 ดังกล่าว พบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนอยู่หน้าบ้าน พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอาการลุกลี้ลุกลนจะวิ่งหนี พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้และเข้าไปในบ้านพบถุงพลาสติก 1 ถุง วางอยู่ในบ้านบริเวณประตูทางเข้าบ้าน เมื่อสอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในถุงพลาสติกดังกล่าว พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกตรวจสอบแล้วพบว่ามีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในถุงสีน้ำเงินจำนวน 230 ถุง ถุงละ 200 เม็ด รวมเมทแอมเฟตามีนทั้งหมด 46,000 เม็ด ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 1 ได้รับมาจากจำเลยที่ 3 ชาวจีนฮ่อที่พักอยู่ในกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปแล้วบางส่วน เงินที่ได้จากการจำหน่ายเก็บไว้ที่ที่พักในตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จำนวน 65,000 บาท และจำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 2 จำหน่ายแก่ลูกค้าโดยได้ผลประโยชน์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ที่พักของจำเลยที่ 1 และยินยอมให้ยึดเงินจำนวน 65,000 บาท ไว้เป็นของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.3 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอรรถรสพนักงานสอบสวนเบิกความสนับสนุนว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5329/2552 · ทนอย Thanoy