คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2490
ฎีกาที่ 533/2490
หลักกฎหมาย
เดิมมีสัญญาเช่า ภายหลังได้ทำสัญญายอมความกำหนดนัดเวลาที่จะออกจากที่เช่า ดังนี้ถือว่า จำเลยอยู่ในที่พิพาทตามสัญญายอมความไม่ใช่ตามสัญญาเช่า พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ พ.ศ.2489 ไม่คุ้มครองถึงการอยู่ในที่เช่าตามกำหนดนัดที่ทำสัญญายอมกันซึ่งได้ทำกันไว้ก่อน
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 537ป.พ.พ. 580พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 10พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 11พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 108
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมด้วยบริวารให้รื้อถอนโรงเรือนอันเป็นร้านค้า ออกจากที่ดินของโจทก์ตามสัญญายอมความซึ่งได้ทำต่ออำเภอ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2489 ว่า จำเลยจะรื้อถอนไปภายใน 3 เดือน 15 วัน จำเลยให้การว่า ได้เช่าที่ดินปลูกสร้างร้านค้า และได้ทำสัญญายอมความจริงตามฟ้อง แต่ภายหลังได้มีพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 มาตรา 10 และ 11 ลบล้างแล้วสัญญายอมความตกเป็นโมฆะ และคู่ความรับกันอีกว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตเทศบาล ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน 2489 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2489 ภายหลังสัญญายอมความจึงไม่มีผลใช้บังคับถึงสัญญาอันชอบด้วยกฎหมายซึ่งได้ทำกันไว้ก่อนแล้ว พิพากษาให้ขับไล่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตเทศบาลสัญญายอมความตกเป็นโมฆะ ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันพ.ศ. 2489 มาตรา 10 และ 11 บัญญัติถึงเรื่องค่าเช่าหรือแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่า แต่สัญญายอมความในคดีนี้เป็นเรื่องเลิกสัญญาเช่า ปรับกันไม่ได้ เมื่อใช้พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า พ.ศ. 2489 จำเลยอยู่ในที่เช่าตามกำหนดผัดที่ทำสัญญายอมกันไม่ใช่อยู่ในฐานะผู้เช่า พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าคุ้มครองแต่ผู้เช่าเท่านั้น หาได้คุ้มครองถึงการอยู่โดยสัญญายอมไม่จึงพิพากษายืน
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง