คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 533/2551
หลักกฎหมาย
ผู้ร้องอ้างส่งต้นฉบับเอกสารต่อศาลชั้นต้นประกอบคำเบิกความของ ซ. แต่ศาลชั้นต้นได้คืนต้นฉบับเอกสารให้ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการที่ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับในขณะที่ผู้ร้องได้รับคืนต้นฉบับเอกสารนั้นว่าไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ จึงเป็นการตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1) โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายอันเป็นคุณต่อผู้ร้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นจริง 1,814,625 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินโจทก์นำยึดเป็นของนางปิยะดาภริยาของจำเลย นางปิยะดาได้กู้เงินผู้ร้องซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์และนำที่ดินที่โจทก์นำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ในวงเงินรวม 1,700,000 บาท โดยมีจำเลยในฐานะคู่สมรสเป็นผู้ให้ความยินยอมและเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยอมรับผิดในวงเงิน 700,000 บาท นางปิยะดาผิดนัดชำระหนี้ นางปิยะดาและจำเลยได้รับหนังสือทวงถามของผู้ร้องแล้วเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยื่นฟ้องให้นางปิยะดาและจำเลยรับผิดชำระหนี้ให้ผู้ร้องซึ่งคำนวณถึงวันยื่นคำร้องนี้เป็นเงิน 1,893,910.41 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นของนางปิยะดา ไม่ใช่ของจำเลยไว้จนกว่าศาลมีคำสั่งคำร้องของผู้ร้อง (ที่ถูก คำพิพากษาสำหรับคำฟ้องของผู้ร้อง) และคดีถึงที่สุดแล้ว ในการขายทอดตลาดครั้งต่อไป ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นๆ ในต้นเงินข้างต้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,568,315.72 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่านางปิยะดาหรือจำเลยร่วมกันชำระหนี้กู้เงินดังกล่าวแก่ผู้ร้องจนเสร็จ หากโจทก์ถอนการยึดทรัพย์หรือสละสิทธิในการบังคับดคี ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า นางปิยะดามิใช่เจ้าของกรรมสิทธี่ดินที่จำนองต่อผู้ร้อง ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ผู้ร้องทราบข้อความจริงนี้ดี แต่ผู้ร้องก็ยินยอมให้นางปิยะดากู้ หนี้เงินของผู้ร้องและนางปิยะดาจึงเป็นการฉ้อฉล ไม่มีอยู่จริง และคดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องนางปิยะดากับจำเลย ตามคดีหมายเลขดำที่ 727/2542 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีของโจทก์หรือการขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ ทั้งนางปิยะดาก็ได้ชำระหนี้ให้ผู้ร้องแล้ว คงมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นเงิน 1,893,910.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,568,315.72 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (16 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า นางปิยะดาเป็นภริยาของจำเลย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 นางปิยะดาได้ทำสัญญากู้เงิน 1,000,000 บาท จากธนาคารโจทก์ สาขาจันทบุรี ยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.11 โดยนางปิยะดาได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อนางปิยะดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้เงินดังกล่าว ตามสัญญาจำนองที่ดินหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นประกันและโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.12 ถึง ร.14 และเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 นางปิยะดาได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 ดังกล่าวมาจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 เป็นเงินอีก 700,000 บาท โดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามคำขอกู้เงินโดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงิน บันทึกถ้อยคำกับตั๋วสัญญาใช้เงินหนังสือสัญญายอมชดใช้ความเสียหายตามตั๋วเงินเอกสารหมาย ร.18, ร.15, ร.19 และ ร.20 โดยจำเลยให้ความยินยอมแก่นางปิยะดาในการทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย ร.11 และทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินเพิ่มเติมโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ร.16 นางปิยะดาได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.11 ให้ผู้ร้องเพียงบางส่วนแล้วไม่ยอมชำระรวมทั้งการกู้เงินเพิ่มเติมด้วย ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2542 ผู้ร้องได้ฟ้องนางปิยะดาและจำเลยเรียกเงินกู้ที่ค้างชำระเป็นเงิน 1,000,000 บาทเศษ พร้อมกับขอบังคับจำนอง โจทก์ยื่นคำขอบังคับคดีจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 และนำยึดที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 เพื่อนำออกขายทอดตลาด คดีมีปัญตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรับจำนองที่ดินพิพาทโดยร่วมกับนางปิยะดาและจำเลยฉ้อฉลโจทก์หรือไม่...... พิเคราะห์แล้ว ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกปัญหา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง