คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 5333/2547
หลักกฎหมาย
การที่จะพิจารณาว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาทั้งหมด คำให้การของจำเลยที่ 1 ในข้อ 3 และคำให้การจำเลยที่ 2 ในข้อ 4 ต่อสู้ว่า รถยนต์คันพิพาทมิได้เข้าไปจอดในอาคารในช่วงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเกิดเหตุคดีนี้ และจำเลยทั้งสองให้การต่อไปว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์ที่เข้าไปจอดภายในอาคารดังกล่าว ซึ่งหมายถึงความรับผิดตามกฎหมายกรณีรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในอาคารดังกล่าวสูญหายไป คำให้การของจำเลยทั้งสองชี้ชัดว่า จำเลยทั้งสองยกเหตุขึ้นต่อสู้ 2 ประการ คือ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อ ร. หาก ร. นำรถพิพาทเข้าไปจอดในอาคารแล้วสูญหาย และ ร. ก็มิได้นำรถพิพาทเข้าไปจอดภายในอาคาร จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง หาใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนรถยนต์หรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินดังกล่าวไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,625 บาท จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริการให้ความสะดวกแก่เจ้าของร่วมหรือเจ้าของพื้นที่ (ผู้มีกรรมสิทธิ์) ในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ได้แก่ การจราจรในอาคารจอดรถ จัดระเบียบในการจอด โดยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบการสูญหายของรถยนต์ในอาคาร จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบการสูญหายในรถยนต์หรือทรัพย์สินในรถยนต์คันพิพาท และจำเลยที่ 1 หรือโจทก์หรือผู้ใดไม่สามารถรับรองได้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวที่สูญหายได้นำเข้ามาจอดในอาคารจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ จำเลยที่ 1 ไม่มีธุรกิจรับฝากหรือดูแลรักษารถยนต์ นอกจากนั้นรถยนต์คันดังกล่าวไม่มีพฤติการณ์ส่งมอบการครอบครองให้อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าได้มาจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ โจทก์ฟ้องเรื่องฝากรถให้จำเลยที่ 1 รับผิดฐานไม่ระวังต้องฟ้องใน 6 เดือน นับแต่สิ้นสุดการฝาก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทแก่โจทก์ก่อนฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างจำเลยที่ 1 ให้บุคคลในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดไม่ต้องรับผิดต่อการสูญหายทรัพย์สินของบุคคลใด รถยนต์คันพิพาทไม่ได้นำมาจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ในระหว่างที่โจทก์อ้างว่าสูญหาย จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับมอบการครอบครองรถคันดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 รับจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ประกอบการรับฝากรถ จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้รับฝากรถเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและโจทก์ฟ้องบุคคลไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงสิทธิหรือมีการโอนสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ษ-8765 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หรือชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 396,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 380,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองฎีกา 3 ข้อ ด้วยกันคือ โจทก์ไม่มีเอกสารเป็นหลักฐานในการกล่าวอ้างว่ารับช่วงสิทธิจากนายรัฐวิทย์ผู้เอาประกันรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ษ-8765 กรุงเทพมหานคร มาแสดงต่อศาล จึงรับฟังมิได้ว่าโจทก์รับช่วงสิทธิและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 และคำให้การของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาทั้งหมด ปรากฏว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ในข้อ 3 และคำให้การจำเลยที่ 2 ในข้อ 4 ต่อสู้ว่า รถยนต์พิพาทมิได้เข้าไปจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ในช่วงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเกิดเหตุคดีนี้คือระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 และจำเลยทั้งสองให้การต่อไปว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์ที่เข้าไปจอดภายในอาคารดังกล่าว ซึ่งหมายถึงความรับผิดตามกฎหมายกรณีรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในอาคารดังกล่าวสูญหายไป คำให้การเช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่า จำเลยทั้งสองยกเหตุขึ้นต่อสู้ 2 ประการ คือ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อนายรัฐวิทย์หากนายรัฐวิทย์นำรถพิพาทเข้าไปจอดในอาคารแล้วสูญหายและนายรัฐวิทย์ก็มิได้นำรถพิพาทเข้าไปจอดภายในอาคารดังกล่าว จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หาใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ เพราะข้อเท็จจริงเป็นเรื่องอยู่ในความรู้ฝ่ายเดียวของโจทก์ที่จะต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ปรากฏต่อศาลและจำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธินำสืบต่อสู้คดี ซึ่งเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เห็นว่า พยานหลักฐานสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงความรับผิดหรือไม่ในเบื้องต้นของจำเลยทั้งสองคือบัตรผ่านดังกล่าว เพราะนายรัฐวิทย์นำรถพิพาทเข้าไปจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ และมีผู้ใดนำรถออกไปได้โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 ปล่อยให้รถพิพาทออกไป มิได้ขอให้ผู้ขับคืนบัตรผ่าน บัตรผ่านสำหรั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง