ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 5352/2552

หลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบสามคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยสืบสิทธิมา มิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อโจทก์ระบุในคำแก้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์และตามฟ้องแย้งราคาตารางวาละ 125 บาท เท่ากับไร่ละ 50,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยทุกคน จึงเกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสิบสามไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การที่ ก. ย. และ อ. ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท และร่วมกันยื่นคำร้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แม้จะยังไม่มีการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่ไม่ปรากฏว่า ก. ย. และ อ. แสดงเจตนาจะยกเลิก จึงต้องถือว่าข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง ย่อมผูกพัน ก. ย. และ อ. ก. ย. และ อ. ได้แบ่งการครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทเป็นส่วนสัดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่า ก. ย. อ. และจำเลยต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดพิพาทตลอดมา เมื่อ ย. อ. และจำเลยทั้งสิบสามครอบครองที่ดินพิพาทที่ซื้อจาก ก. โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ธ. และโจทก์ซื้อที่ดินโดยรู้ว่ามีผู้ครอบครอง กรณีถือไม่ได้ว่า ธ. และโจทก์รับโอนที่ดินไว้โดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามทำการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 29 ไร่ 11 ตารางวา ทางด้านทิศเหนือ ตะวันออกและตะวันตกของที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสิบสามหรือคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้เอาที่ดินแปลงดังกล่าวออกประมูลขายระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสิบสาม หากไม่ตกลงให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันตามส่วน จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา ในส่วนของนายยศ กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ 73 ตารางวา ในส่วนของนายอินโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ทั้งสองทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสิบสาม ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรี โดยให้โจทก์ทั้งสองได้รับที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกจำนวน 12 ไร่ หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี บริเวณกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนในบริเวณหมายเลข 10 พื้นที่กรอบเส้นสีแดง และบริเวณหมายเลข 8 พื้นที่กรอบเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาทตามลำดับ โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองและคำขอตามฟ้องแย้งอื่นของจำเลยทั้งสิบสามให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายนิพนธ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ว่า ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันมีส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1049 ตำบลมาบโป่ง (มาบกระบก) อำเภอพานทอง (ท่าตะกูด) จังหวัดชลบุรี จำนวน 28 ไร่ 1 งาน 46 ตารางวา หรือ 11,346 ส่วน แต่ระหว่างโจทก์ทั้งสองให้มีส่วนเท่า ๆ กัน ให้นำที่ดินแปลงนี้ออกประมูลระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบสาม หากไม่ตกลงก็ให้นำออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดแบ่งให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสิบสามตามส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสิบสาม ให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยทั้งสิบสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสิบสามต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า เดิมนายยศและนายอินถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางกิมเสียงในที่ดินโฉนดพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของนายยศ จำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนของนายอิน การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจึงต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 สืบสิทธิมามิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อโจทก์ทั้งสองระบุในคำแก้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์และตามฟ้องแย้งราคาตารางวาละ 125 บาท คำนวณแล้วเท่ากับไร่ละ 50,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 จึงเกิน 200,000 บาทจำเลยทั้งสิบสามไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ครอบครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีแดง กับจำเลยที่ 12 และที่ 13 ครอบครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองตามแผนที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเพียงใด เห็นว่า ที่ดินโฉนดพิพาทมีสภาพเป็นที่นา มีจำเลยทั้งสิบสามครอบครองทำนาและปลูกบ้าน เล้าไก่ เล้าสุกร และต้นไม้ ตลอดจนขุดบ่อน้ำไว้ในที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำตาล เส้นสีเหลือง เส้นสีดำ และเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท ส่วนที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินทางทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดพิพาทของโจทก์ทั้งสองมีนายจี๊ดทำนาโดยเช่าจากนางกิมเสียงเจ้าของเดิม และได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสิบสามว่า เดิมที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองและเส้นสีแดงเป็นของนางกิมเสียงจริง แต่เมื่อปี 2510 นางกิมเสียงขายที่ดินภายในกรอบเส้นสีเหลืองให้นายอินและ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5352/2552 · ทนอย Thanoy