คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 5385/2538
หลักกฎหมาย
หนี้ตามสัญญากู้เงินระบุวันครบกำหนดสัญญาไว้ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทินจำเลยทั้งสามจะอ้างว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1ให้โจทก์เป็นผู้รับเงินค่าซื้อตึกแถวจากผู้ซื้อตึกแถวหักชำระหนี้โดยจำเลยที่1ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นงวดและไม่มีกำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนและนำพยานบุคคลมาสืบตามข้ออ้างดังกล่าวเพื่อที่จะให้ศาลรับฟังว่าหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระจำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาหาได้ไม่เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94(ข) ปัญหาที่ว่าม. ทนายความได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแทนโจทก์แต่โจทก์ไม่มีหนังสือมอบอำนาจที่ให้ม.มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแทนโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา728เป็นปัญหาที่จำเลยมิได้ยกต่อสู้ไว้ในคำให้การและมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นปัญหาที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225วรรคแรก โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบริษัทเงินทุนและเป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ของสถาบันการเงินพ.ศ.2523อันจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เป็นพิเศษโดยมีอัตราสูงกว่าที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา654ร้อยละ15ต่อปีจำเลยทั้งสามให้การในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยแต่เพียงว่าดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องร้องสูงกว่ากฎหมายกำหนดไว้ซึ่งจำเลยที่1เห็นว่าไม่ควรเกินร้อยละ15ต่อปีคำให้การของจำเลยทั้งสามดังกล่าวไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องสูงกว่ากฎหมายอะไรและเพราะเหตุใดจึงไม่ควรเกินร้อยละ15ต่อปีเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา177วรรคสองจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และได้มอบอำนาจให้นายทวีศักดิ์ จิรังกาญจนา ฟ้องคดี โจทก์ประกอบกิจการธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 และประกาศกระทรวงการคลังที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 มกราคม2526 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ 10,000,000 บาท ยอมให้ดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนวันที่ 28 มกราคม 2527 ชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือนถ้าผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้โจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกต้นเงินทั้งหมดคืนได้ทันทีแต่ทั้งนี้โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนครบกำหนดชำระหนี้จำเลยที่ 2 กับนางสุมณฑ์ เอี่ยมสกุล ได้ค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 10,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนอกจากนี้นางสุมณฑ์ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6475, 6476, 6487,7861, 6469, 6700, 6701, 16579 ถึง 16588 กับเลขที่ 3322 และโฉนดเลขที่ 6580 รวม 21 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี มีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้ได้จนครบ ก่อนครบกำหนดชำระต้นเงินคืน จำเลยที่ 1 ขอต่ออายุสัญญากู้เงินดังกล่าวโดยขยายระยะเวลาชำระต้นเงินคืนไปเป็นวันที่ 16 ธันวาคม 2529และยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 8,900,000 บาท และเมื่อวันที่16 ธันวาคม 2528 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์อีก 9,600,000 บาทยอมให้ดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนวันที่ 16ธันวาคม 2529 ชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน หากผิดนัดชำระดอกเบี้ยยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกต้นเงินทั้งหมดคืนได้ทันที โดยโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 9,600,000 บาท และ19,600,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2527 นางสุมณฑ์ตาย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุมณฑ์ได้รับภาระหนี้ตามสัญญาจำนองด้วยความยินยอมของทายาทของนางสุมณฑ์ได้จดทะเบียนเพิ่มจำนวนเงินจำนองที่ดินจำนวน 19 โฉนด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น18,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 16577 และ 16578 ได้ปลดจำนองไปแล้ว หลังจากจำเลยที่ 1ต่ออายุสัญญากู้เงินและกู้เงินครั้งที่สองจากโจทก์ จำเลยที่ 1ไม่ชำระดอกเบี้ยตามข้อตกลง ครั้นครบกำหนดชำระต้นเงินตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับคืนก็ไม่ชำระโจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้เงินกู้และบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน18,450,000 บาท และดอกเบี้ย 4,190,455.10 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 22,640,455.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ21 ต่อปีของต้นเงิน 18,300,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปีของต้นเงิน 150,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์เพื่อลงทุนก่อสร้างตึกแถวขาย มีข้อตกลงให้โจทก์เป็นผู้รับเงินค่าซื้อตึกแถวจากผู้ซื้อตึกแถวหักชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นงวดและไม่มีกำหนดเวลาชำระต้นเงินคืน เมื่อจำเลยที่ 1 ยังขายตึกแถวไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ผิดสัญญา โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2และที่ 3 ค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 19,600,000 บาท หากจะต้องรับผิดก็รับผิดไม่เกินจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงรับผิดตามสัญญาจำนองไม่เกินจำนวนเงินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ15 ต่อปี การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามตามฟ้องจึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน22,640,455.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน18,300,000 บาท และร้อยละ 18.5 ต่อปีของต้นเงิน 150,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลย ทั้ง สาม อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง