ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 5391/2551

หลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญามีแต่เพียงว่า โจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้นในการดำเนินคดีแพ่งทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด การที่โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ โจทก์จะต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยประมาณมากกว่าและโจทก์เสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่า และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์จำเลยต่างก่อขึ้นและค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินรวม 29,500 บาท จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 29,500 บาท ซึ่งไม่เกินห้าหมื่นบาท เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์เพื่อให้ได้รับค่าเสียหายมากขึ้น ทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวจึงเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กค-600 ปทุมธานี โดยประมาทเลี้ยวขวาอย่างรวดเร็วหน้าสถานสงเคราะห์บ้านกึงวิถี ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยไม่ดูให้ปลอดภัยและไม่ให้สัญญาณใดเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 ฮ-4315 ของโจทก์ ชนกับรถยนต์ที่จำเลยขับ โจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะบ้าด้านขวาและกระดูกหน้าแข้งขวาหักต้องรักษาโดยการผ่าตัด เสียค่ารักษาพยาบาล 6,654 บาท รถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงิน 13,634 บาท โจทก์ซึ่งมีอาชีพรับจ้างก่อสร้างขาดรายได้ระหว่างรักษาตัวเป็นเงิน 90,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายจากการได้รับบาดเจ็บและขาไม่ปกติ 100,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 210,288 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 210,288 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 3ฮ-4315 เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียวที่เห็นอยู่ว่าจำเลยกำลังบังคับรถยนต์เลี้ยวขวาแต่ยังขับรถยานยนต์เบียดแซงขึ้นมาโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ ทำให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลย ค่าซ่อมรถที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ อีกทั้งจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าต่างถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นว่าขับรถด้วยความประมาท โจทก์และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษทั้งโจทก์และจำเลยแล้ว คู่ความแถลงขอสืบพยานเฉพาะประเด็นค่าเสียหายเพียงประการเดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 29,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 จำเลยขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กค-600 ปทุมธานี เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 3ฮ-4315 ที่โจทก์ขับ บนถนนเข้าการเคหะรังสิต คลองหก ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องทั้งจำเลยและโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ทั้งจำเลยและโจทก์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นปรับจำเลย 2,500 บาท และปรับโจทก์ 500 บาท รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.1 คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2739/2545 ของศาลชั้นต้นตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.1 ที่วินิจฉัยว่าทั้งจำเลยและโจทก์ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวต่างให้การรับสารภาพว่าได้กระทำโดยประมาท ศาลพิพากษาลงโทษปรับทั้งจำเลยและโจทก์โดยคดีไม่มีการสืบพยาน ย่อมไม่อาจจะถือได้ว่าใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่าและกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ 29,500 บาท จึงไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่าเมื่อศาลในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท โดยมิได้วินิจฉัยว่าใครประมาทมากกว่ากัน ศาลในคดีส่วนแพ่งย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเช่นนั้น ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่าแล้วกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดั่งที่จำเลยอ้าง แต่ในกรณีคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้นในการดำเนินคดีแพ่งทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งใ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5391/2551 · ทนอย Thanoy