คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 5396/2539
หลักกฎหมาย
จำเลยที่2รับโอนที่ดินมาจากจำเลยที่1ซึ่งเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของม. ซึ่งเป็นบิดายังถือไม่ได้ว่าเป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกอันจะถูกกำจัดมิให้รับมรดก จำเลยที่1รับโอนที่พิพาทมาในฐานะเป็นมรดกของม.โดยยังไม่ได้มีการแบ่งให้แก่ทายาทอื่นและต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของม. ถือว่าจำเลยที่1ครอบครองที่พิพาทไว้แทนทายาทอื่นด้วยทั้งจำเลยที่1ก็ไม่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการครอบครองไปยังทายาทอื่นแม้จะครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นทายาทของม. ฟ้องขอแบ่งมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกันจากจำเลยที่1แม้พ้นกำหนด1ปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายหรือเมื่อโจทก์ทั้งหกรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกคดีก็ไม่ขาดอายุความส่วนที่ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่1และที่2นั้นมิใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลแต่เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้จึงไม่ขาดอายุความเช่นกัน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5นางแว่ว เรืองนก และจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายม้วน ลำใยกับจำเลยที่ 1 ซึ่งแต่งงานอยู่กินด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2473 นางแว่วถึงแก่กรรมเมื่อปี 2510 โจทก์ที่ 6ผู้เป็นบุตรรับมรดกแทนที่ โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายม้วนตามคำสั่งศาล นายม้วนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2514 โจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับมรดกของนายม้วนเท่าเทียมกันนายม้วนมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 เลขที่ 671 และเลขที่ 262 ปี 2514หลังจากนายม้วนถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 671 และ 2373 โดยให้สัญญาว่าจะครอบครองที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ทั้งหกและจำเลยที่ 2 แล้วจะแบ่งให้ในภายหลังต่อมาปี 2518 จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งจากศาลจังหวัดสมุทรปราการให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายม้วนร่วมกันแต่จำเลยที่ 1 มิได้จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทแต่อย่างใดหลังจากนายม้วนถึงแก่กรรมโจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินมรดกตลอดมา จนกระทั่งประมาณเดือนพฤษภาคม 2526 จำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาโดยจำเลยที่ 2 ก็ทราบดีว่า โจทก์ทั้งหกมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวด้วยการกระทำของจำเลยทั้งสองถือว่าเป็นการร่วมกันเบียดบังยักยอกถ่ายเททรัพย์มรดกเพื่อไม่ให้ทายาทอื่นได้รับมรดก ย่อมต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 โจทก์ทั้งหกจึงร้องขอให้พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการฟ้องจำเลยที่ 1ให้แบ่งปันที่ดินมรดกทั้ง 3 แปลงแก่โจทก์ทั้งหก ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว แต่ศาลไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 เพราะคดีดังกล่าวไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนเข้ามาด้วย ขอให้พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 และเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ให้จำเลยที่ 1และหรือที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งหกถือกรรมสิทธิ์รวมกันเป็นส่วนเท่า ๆ กัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า คดีขาดอายุความเพราะโจทก์ทั้งหกรู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนภายใน 1 ปี และมิได้ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม ที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายม้วน แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ให้นายม้วนลงชื่อในโฉนด หลังจากนายม้วนถึงแก่กรรมจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวไม่เคยสัญญาว่าจะแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งหกจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 มาตลอดในฐานะเป็นเจ้าของโดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว โดยโจทก์ทั้งหกไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 โดยสุจริต จำเลยทั้งสองไม่ถูกกำจัดสิทธิในการรับมรดก ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ตำบลบ้านระกาศ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2526 เฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งหกซึ่งมีอยู่รวม 6 ใน 12 ส่วน แล้วให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่เพิกถอนการโอนดังกล่าวให้โจทก์ทั้งหกคนละ 1 ใน 6 ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ ทั้ง หก และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ ทั้ง หก และ จำเลย ที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหกและจำเลยที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายม้วน ลำใยกับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2473 มีบุตรด้วยกัน 7 คน คือ จำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และนางแว่วเรืองนก นางแว่วถึงแก่กรรมก่อนนายม้วน โจทก์ที่ 6เป็นผู้รับมรดกแทนที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 ตำบลบ้านระกาศ (ระกาศ)อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวาเดิมมีชื่อนายม้วนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม2526 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า จำเลยที่ 2 ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 มาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของนายม้วนนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกอันจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายม้วนบิดา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2373 เป็นทรัพย์มรดกของนายม้วนหรือไม่ในข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง