ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 5396/2550

หลักกฎหมาย

การฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เจ้าหนี้รายอื่นของลูกหนี้แม้ไม่ได้ยื่นฟ้องก็มีสิทธิในทรัพย์สินของลูกหนี้โดยอาศัยวิธีการในกฎหมายล้มละลาย เมื่อปรากฏว่าศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วในคดีนี้ และเจ้าหนี้ที่ยื่นฟ้องจำเลยไว้ต้องไปใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อไป กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ ล.221/2528 และคดีล้มละลายอีก 9 คดี ที่จำเลยถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องเป็นคดีล้มละลายจะต้องพิจารณาคดีอีกต่อไป ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 15 ทั้งคำสั่งจำหน่ายคดีก็มิได้ลบล้างผลของการยื่นคำฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยถูกฟ้องขอให้ล้มละลายในคดีนี้เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2528 แต่จำเลยถูกฟ้องขอให้ล้มละลายในคดีหมายเลขดำที่ ล.221/2528 แล้วตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2528 การที่จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 25 และ 27 มิถุนายน 2528 ซึ่งอยู่ในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 115 (เดิม) การเพิกถอนการโอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 115 (เดิม) มิได้บัญญัติให้คำนึงถึงความสุจริตและการเสียค่าตอบแทนของผู้รับโอน แต่ให้พิจารณาถึงความมุ่งหมายของลูกหนี้ว่าจะให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่นหรือไม่เท่านั้น คดีนี้ขณะโอนที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเจ้าหนี้อีกหลายราย การโอนที่ดินพิพาททำให้กองทรัพย์สินของจำเลยลดน้อยถอยลง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้อื่นไม่ได้รับชำระหนี้หรือได้รับชำระหนี้น้อยกว่าที่ควรจะได้รับ การโอนที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านที่ 1 จึงทำให้ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น กรณีมีเหตุให้ศาลสั่งเพิกถอนการโอนได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2528 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2528 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2529 ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24737 และ 24738 ตำบลกูบแดง (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเพิกถอนการจำนองและการไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวโดยให้ผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนให้แก่กองทรัพย์สินของจำเลย หากไม่โอนขอให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 53,322,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยเล่นแชร์น้ำมันกับจำเลยไม่รู้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว การโอนกระทำโดยสุจริต มีค่าตอบแทน และมิได้มุ่งหวังให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เปรียบแก่เจ้าหนี้รายอื่น ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้ร้องขอเพิกถอนการโอนเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความ และเคยมีการขอเพิกถอนที่ดินพิพาทซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกคำร้องของผู้ร้องมาแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาอีกจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านว่า ได้รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน มิใช่ผู้รับโอนที่ดินหรือผู้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 และมาตรา 115 ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอเพิกถอนการจำนอง ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านว่า ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 4 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้ร้องไม่อาจขอให้เพิกถอนการโอนได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนเกิน 1 ปี ถือว่าขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24737 และ 24738 ตำบลกูบแดง (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยผู้โอนกับผู้คัดค้านที่ 1 เพิกถอนการจำนองและการไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 กับผู้คัดค้านที่ 4 เพิกถอนการจำนองและไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 5 เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างผู้คัดค้านที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 6 เพิกถอนการจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างผู้คัดค้านที่ 6 กับผู้คัดค้านที่ 5 และให้ผู้คัดค้านทั้งหกกลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้ร่วมกันโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลย หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้านทั้งหก หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 53,322,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง (วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อแรกมีว่า การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีล้มละลายมีความแตกต่างจากการฟ้องบังคับลูกหนี้ให้ชำระหนี้ในคดีแพ่งสามัญเนื่องจากการฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย ไม่ว่าผู้ใดจะฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตามเจ้าหนี้รายอื่นของลูกหนี้แม้ไม่ได้ยื่นฟ้องก็มีสิทธิมีส่วนในทรัพย์สินของลูกหนี้รายนั้น ๆ โดยอาศัยวิธีการในกฎหมายล้มละลาย ผู้ร้องมีนางสาวอุทัยวรรณ แจ่มสุธี ซึ่งเคยเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับผิดชอบสำนวนคดีนี้เบิกความว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2528 จำเลยถูกนางสาวสุพัตรา ศรีอ่ำดี ฟ้องขอให้ล้มละลายต่อศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ ล.221/2528 ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยชั่วคราว หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีนี้จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีหมายเลขดำที่ ล.221/2528 และจำหน่ายคดีล้มละลายที่จำเลยถูกฟ้องอีก 9 คดี ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งเรื่องวันที่ที่จำเลยถูกฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ ล.221/2528 ส่วนการจำหน่ายคดีก็ไม่ใช่เพราะโจทก์ทิ้งฟ้องหรือถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยได้ความตามหนังสือแจ้งคำสั่งว่าเป็นการจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2550 · ทนอย Thanoy