คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 54/2539
หลักกฎหมาย
กำหนดเวลา2ปีตามมาตรา10วรรค5แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469นั้นใช้กับกรณีการเรียกร้องขอคืนเงินอากรที่ได้เสียไปแล้วก่อนนำของออกจากอารักขาของศุลกากรตามมาตรา40ไม่รวมถึงกรณีการเรียกร้องขอคืนเงินอากรที่ถูกประเมินเรียกเก็บเพิ่มเติมภายหลังจากนำของออกจากอารักขาของศุลกากรแล้วตามมาตรา112,112ทวิทั้งนี้จะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา10วรรค5ดังกล่าวที่ให้นับกำหนดเวลา2ปีตั้งแต่วันนำของเข้าและมิให้รับพิจารณาการเรียกร้องขอคืนเงินอากรหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้นๆได้ส่งมอบแล้วเว้นแต่ในกรณีที่ผู้นำเข้าได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าวซึ่งหากเป็นกรณีตามมาตรา112,112ทวิแล้วจะไม่อาจใช้ระยะเวลา2ปีนับจากวันที่นำของเข้าและไม่อาจแจ้งความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบของว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าวได้การที่โจทก์เรียกอากรขาเข้าตามที่ถูกประเมินให้ชำระเพิ่มเติมในกรณีนี้มิใช่กรณีใช้สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรขาเข้าเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงก่อนนำของออกจากอารักขาของศุลกากรสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเงินอากรขาเข้านี้คืนจึงมิได้เป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนด2ปีนับจากวันที่นำของเข้าตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ศุลกากรพ.ศ.2469มาตรา10วรรค5แต่กรณีนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินและแจ้งให้โจทก์ชำระค่าอากรขาเข้าเพิ่มเติมภายหลังจากโจทก์นำของออกจากอารักขาของศุลกากรแล้วซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ10ปี
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ ฟ้อง ขอให้ เพิกถอน การ ประเมิน ของ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของ จำเลย ที่ ประเมิน ราคา สินค้า ตาม ใบขนสินค้า ขาเข้า ทั้ง 9 ฉบับของ โจทก์ เพิ่ม ให้ จำเลย คืนเงิน จำนวน 1,562,076.20 บาท แก่ โจทก์พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ เจ็ด ครึ่ง ต่อ ปี จาก ต้นเงิน 1,356,513.60บาท นับแต่ วันฟ้อง จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ จำเลย ให้การ ว่า การ ประเมิน ราคา สินค้า ของ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของ จำเลย ถูกต้อง ชอบ ด้วย กฎหมาย แล้ว ขอให้ ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลาง พิจารณา แล้ว พิพากษา ให้ เพิกถอน การ ประเมินของ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของ จำเลย เฉพาะ ที่ ประเมิน ราคา สินค้าของ โจทก์ เพิ่ม ตาม ใบขนสินค้า ขาเข้า เลขที่ 0102-00650223-6เลขที่ 0102-00954540-4 และ เลขที่ 0102-01057251-1 ให้ จำเลย คืนเงินค่าภาษีอากร จำนวน 535,728.85 บาท แก่ โจทก์ โจทก์ และ จำเลย อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกา ศาลฎีกา แผนก คดีภาษีอากร วินิจฉัย ว่า "ข้อเท็จจริง ฟังได้ ว่าโจทก์ นำ สินค้า พิพาท เข้า มา ใน ราชอาณาจักร รวม 9 เที่ยว โดย ยื่นใบขนสินค้า ขาเข้า และ แบบแสดงรายการ การค้า ใบขนสินค้า ขาเข้าพร้อม แบบแสดงรายการ ภาษี สรรพสามิต และ ภาษี มูลค่า เพิ่ม เลขที่072-24290 เลขที่ 013-20167 เลขที่ 053-24129 เลขที่ 123-21697เลขที่ 112-23110 เลขที่ 104-25842 เลขที่ 0102-00650223-6เลขที่ 0102-00954540-4 เลขที่ 0102-01057251-1 พนักงาน เจ้าหน้าที่ของ จำเลย สั่ง ให้ โจทก์ ชำระ ค่าภาษีอากร ตาม ที่ สำแดง ไป ก่อนพร้อม ทั้ง ให้ วาง ประกัน ค่าภาษีอากร ที่ อาจ ต้อง เสีย เพิ่มเติมไว้ แล้ว ส่งมอบ สินค้า ให้ โจทก์ รับ ไป ต่อมา พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของจำเลย ได้ ประเมิน ราคา สินค้า ที่ โจทก์ สำแดง เพิ่มขึ้น โดย อาศัยเทียบ เคียง จาก ราคา สินค้า ที่ ผู้นำ เข้า ราย อื่น นำเข้า มา ใน ราชอาณาจักรใน ช่วง ไม่เกิน 3 เดือน ก่อน การ นำเข้า ของ โจทก์ โจทก์ ชำระ ค่าภาษีอากรเพิ่มเติม รวมทั้ง เงินเพิ่ม ให้ จำเลย แล้ว แต่ ไม่เห็น ด้วย กับ การประเมิน ปัญหา ตาม อุทธรณ์ โจทก์ ที่ ว่า สิทธิเรียกร้อง ขอ คืนเงิน อากรที่ ชำระ ไว้ เกินกว่า ที่ จะ พึง ต้อง เสีย จริง ของ โจทก์ ใน คดี นี้ มี อายุความสอง ปี หรือ สิบ ปี ปัญหา นี้ เห็นว่า ตาม พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 10 วรรคห้า ที่ บัญญัติ ว่า "สิทธิ ใน การ เรียกร้อง ขอ คืนเงินอากร เฉพาะ เหตุ ที่ ได้เสีย ไว้ เกิน จำนวน ที่ พึง ต้อง เสีย จริง เป็นอัน สิ้นไป เมื่อ ครบ กำหนด สอง ปี นับ จาก วันที่ นำ ของ เข้า หรือ ส่ง ของ ออกแล้วแต่ กรณี แต่ คำ เรียกร้อง ขอ คืน อากร เพราะ เหตุ อัน เกี่ยวกับ ชนิดคุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือ ราคา แห่ง ของ ใด ๆ หรือ เกี่ยวกับอัตรา อากร สำหรับ ของ ใด ๆ นั้น มิให้ รับ พิจารณา หลังจาก ที่ ได้เสีย อากร และ ของ นั้น ๆ ได้ ส่งมอบ หรือ ส่งออก ไป แล้ว เว้นแต่ ใน กรณีที่ ได้ แจ้งความ ไว้ ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ก่อน การ ส่งมอบ หรือ ส่งออกว่า จะ ยื่น คำ เรียกร้อง ดังกล่าว หรือ ใน กรณี ที่ พนักงาน เจ้าหน้าที่พึง ต้อง รู้ อยู่ ก่อน ส่งมอบ หรือ ส่งออก ว่า อากร ที่ ชำระ ไว้ นั้น เกิน จำนวนที่ พึง ต้อง เสีย สำหรับ ของ ที่ ส่งมอบ หรือ ส่งออก " นั้น หมายถึง การเรียกร้อง ขอ คืนเงิน อากร ที่ ได้เสีย ไป แล้ว ก่อน นำ ของ ออกจาก อารักขาของ ศุลกากร ตาม มาตรา 40 ไม่รวม ถึง การ เรียกร้อง ขอ คืนเงิน อากรที่ ถูก ประเมิน เรียกเก็บ เพิ่มเติม ภายหลัง จาก นำ ของ ออกจาก อารักขาของ ศุลกากร แล้ว ตาม มาตรา 112, 112 ทวิ ทั้งนี้ จะ เห็น ได้ จากบทบัญญัติ ใน มาตรา 10 วรรคห้า ดังกล่าว ที่ ให้ นับ กำหนด เวลา 2 ปีตั้งแต่ วัน นำ ของ เข้า และ มิให้ รับ พิจารณา การ เรียกร้อง ขอ คืนเงินอากร หลังจาก ที่ ได้เสีย อากร และ ของ นั้น ๆ ได้ ส่งมอบ แล้วเว้นแต่ ใน กรณี ที่ ผู้นำ เข้า ได้ แจ้งความ ไว้ ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ก่อน การ ส่งมอบ ว่า จะ ยื่น คำ เรียกร้อง ดังกล่าว ซึ่ง หาก เป็น กรณีตาม มาตรา 112, 112 ทวิ แล้ว จะ ไม่อาจ ใช้ ระยะเวลา 2 ปี นับ จากวันที่ นำ ของ เข้า และ ไม่อาจ แจ้งความ ต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ก่อนการ ส่งมอบ ของ ว่า จะ ยื่น คำ เรียกร้อง ดังกล่าว ได้ การ ที่ โจทก์เรียกคืน เงินอากร ขาเข้า ตาม ที่ ถูก ประเมิน ให้ ชำระ เพิ่มเติมใน กรณี นี้ มิใช่ กรณี ใช้ สิทธิ ใน การ เรียกร้อง ขอ คืนเงิน อากร ขาเข้าเพราะ เหตุ ที่ ได้เสีย ไว้ เกิน จำนวน ที่ พึง ต้อง เสีย จริง ก่อน นำ ของออกจาก อารักขา ของ ศุลกากร สิทธิ ของ โจทก์ ที่ จะ เรียกเงิน อากร ขาเข้านี้ คืน จึง มิได้ เป็น อัน สิ้นไป เมื่อ ครบ กำหนด 2 ปี นับ จาก วันที่นำ ของ เข้า ตาม ที่ บัญญัติ ไว้ ใน พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 10 วรรคห้า แต่ กรณี นี้ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของ จำเลย ประเมินและ แจ้ง ให้ โจทก์ ชำระ ค่าอากร ขาเข้า เพิ่มเติม ภายหลัง จาก โจทก์นำ ข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง