คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568
ฎีกาที่ 5410/2568
หลักกฎหมาย
ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่าผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา... ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และ ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 18 สิงหาคม 2561 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่หนังสือบอกกล่าวดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเพื่อโจทก์จะใช้สิทธิตามสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,024,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์ 144,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน และชำระค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน 2,000 บาท จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 620,000 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 99,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 5,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 12 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่นอีเอฟ514ที หมายเลขเครื่องยนต์ 10045เอ หมายเลขตัวรถ 514-201890 จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อ 1,032,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 1 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาโจทก์ส่งพนักงานเข้าตรวจสอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อหลายครั้งแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงไม่ยินยอมให้ตรวจสอบเป็นการผิดสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) โจทก์มีหนังสือทวงถามให้แสดงรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเพื่อตรวจสอบ บอกเลิกสัญญา และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 แต่เพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปแสดงแก่โจทก์นั้น ไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 โจทก์จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้มิได้จนกว่าโจทก์จะส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 เสียก่อน โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ยังไม่ต้องรับผิด ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จะเห็นได้ว่า กรณีผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของผู้เช่าซื้อไปยังผู้ค้ำประกันต้องเป็นกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่างวดเช่าซื้อ ซึ่งสัญญาเช่าซื้อกำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว จึงเป็นกรณีตามสัญญาข้อ 13 (ก) ส่วนกรณีโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองแสดงรถที่เช่าซื้อนั้นเป็นกรณีอื่นที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาข้อ 5 เมื่อจำเลยทั้งสองเพิกเฉยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ที่ใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อกรณีอื่น ตามสัญญาข้อ 5 และข้อ 13 (ข) เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์ไม่ต้องมีหนังสือแจ้งแก่จำเลยที่ 2 อีกและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระค่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง