ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 5430/2557

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า ท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของ กทท. ที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ จึงเป็นหน้าที่ของ กทท. ในฐานะผู้รับประเมินที่จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อที่พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่าทรัพย์สินที่พิพาทควรได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ หากพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งยกคำขอ กทท. ก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาชี้ขาดและฟ้องคดีต่อศาลตามลำดับตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 31 เมื่อไม่ปรากฏว่า กทท. ได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่จึงยังมิได้สอบสวนว่าทรัพย์สินนั้นควรจะได้รับยกเว้นหรือไม่ และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในคดีนี้ก็เป็นการโต้แย้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 24 มิใช่การยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 26 ที่สืบเนื่องมาจากการขอยกเว้นค่าภาษีตามมาตรา 33 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางเพื่อโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่พิพาทได้รับยกเว้นภาษีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 33 และมาตรา 34 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ปัญหาว่าค่ารายปีควรเป็นเท่าใดนั้น เป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่า จำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินและจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินนั้นมีจำนวนสูงเกินสมควร กทท. จึงต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคท้าย แต่ไม่ปรากฏว่า กทท. นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนั้น เมื่อ กทท. ยังไม่ดำเนินการตามมาตรา 31 วรรคท้าย กทท.และโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 และคำชี้ขาดสำหรับท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 13,315,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 8,776,555.55 บาท หรือให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 12,321,583.55 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากไม่ชำระให้เสียดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อเข้าประกอบกิจการท่าเทียบเรือ ตามสัญญามีข้อสัญญาให้โจทก์ชำระค่าภาษีต่าง ๆ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องจ่ายตามกฎหมาย การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2552 สำหรับท่าเทียบเรือบี 3 ต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยกำหนดค่ารายปีสำหรับท่าเทียบเรือบี 3 จำนวน 106,523,724.44 บาท คิดเป็นค่าภาษี 13,315,465.55 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยและการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งผลการพิจารณาชี้ขาดแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยแต่ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ไปก่อนเพื่อใช้สิทธิฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการท่าเทียบเรือตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังเป็นทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาที่โจทก์ทำกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแม้จะระบุชื่อสัญญาเป็นสัญญาก็เช่าตาม แต่โดยเนื้อหาของสัญญามีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานให้โจทก์เข้าบริหารและประกอบกิจการท่าเรือตามอำนาจหน้าที่อันเป็นวัตถุประสงค์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ให้เช่า จึงได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ทั้งท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการสาธารณะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) ด้วย ปัญหานี้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 แล้ว ปรากฏว่านอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวคือ ตามสัญญาข้อ 2 วรรคหนึ่ง การท่าเรือแห่งประเทศไทยยินยอมให้เช่าและโจทก์ผู้เช่าตกลงที่จะเช่าท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือ บี 3 สำหรับพัฒนาบริหารและประกอบการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขดังระบุในสัญญาฉบับนี้และภาคผนวกต่าง ๆ ซึ่งในภาคผนวกเอ : เงื่อนไขของสัญญา ข้อ 1.9 วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้เช่าจะต้องจดทะเบียนเป็นสัญญาเช่ากับเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจและรับผิดชอบต่อค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน..." ข้อ 2.1 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "สัญญานี้ครอบคลุมถึง การเช่าท่าเทียบเรือ และการให้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเช่า โดยจะต้องชำระเงินให้แก่ กทท. (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) ตามที่ระบุไว้ในส่วนที่ 3" ข้อ 2.6 ระบุว่า "...จะให้เช่าช่วงการบริหารงานท่าเทียบเรือมิได้ แต่อาจให้เช่าช่วงงานบางประเภทได้โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก กทท.ก่อน..." ข้อ 7.1 "...โครงสร้างพื้นฐานที่ กทท. จัดให้ประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก ดังต่อไปนี้ ท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือ บี 3 ความยาวของท่า 300 เมตร ท่าเทียบเรือ 300 เมตร คูณ 350 เมตร สถานีขนถ่ายตู้สินค้า 115.5 เมตร คูณ 40 เมตร ประตู สำนักงานและโรงซ่อม..." ข้อ 7.2 "เครื่องมือที่ กทท. จัดให้ผู้เช่าไว้ใช้งานที่ท่าเทียบเรือ บี 3 มีดังต่อไปนี้ ปั้นจั่นหน้าท่ายกตู้สินค้าชนิดเดินบนรางขนาด 40 ตัน 2 คัน พร้อมโครงเหล็กยกตู้สินค้า สำหรับเรือที่มีความสูงสุด 32.2 เมต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2557 · ทนอย Thanoy