คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 5433/2562
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นจากโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่หากจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเพราะเหตุหนี้กู้ยืมเงินอันเกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการบรรยายนิติสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นลำดับขั้นตอนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และสอดคล้องกับที่ ป.พ.พ. มาตรา 351 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิรู้ถึงคู่กรณีก็ดี ท่านว่าหนี้เดิมนั้นก็ยังหาระงับสิ้นไปไม่" ส่วนการขายหุ้นและการโอนหุ้นจะกระทำเมื่อใด เป็นหุ้นเลขที่เท่าใด และหลักฐานการโอนหุ้นเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงซื้อขายหุ้น ไม่เคยชำระเงินค่าหุ้นและไม่ได้รับโอนหุ้นจากโจทก์ตามฟ้อง การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเกิดจากกลฉ้อฉลหลอกลวงอันแสดงว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์จึงมิได้ขัดแย้งกันเองและชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินที่กู้ยืม 7,593,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,593,750 บาท เป็นค่าซื้อขายหุ้นที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นจากโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่หากจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเพราะเหตุหนี้กู้ยืมเงินอันเกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการบรรยายนิติสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นลำดับขั้นตอนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และสอดคล้องกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิรู้ถึงคู่กรณีก็ดี ท่านว่าหนี้เดิมนั้นก็ยังหาระงับสิ้นไปไม่" ส่วนการขายหุ้นและการโอนหุ้นจะกระทำเมื่อใด เป็นหุ้นเลขที่เท่าใด และหลักฐานการโอนหุ้นเป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงซื้อขายหุ้น ไม่เคยชำระเงินค่าหุ้นและไม่ได้รับโอนหุ้นจากโจทก์ตามฟ้อง การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเกิดจากกลฉ้อฉลหลอกลวงอันแสดงว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์และมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์จึงมิได้ขัดแย้งกันเองและชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อคดีมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 จนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติว่า บริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ มีบริษัทสยามโฮลดิ้ง กรุ๊ป เป็นผู้ร่วมลงทุน บริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนลดทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นจากหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 28 สตางค์ โดยโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) จากโจทก์จำนวน 5,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 4 บาท เป็นเงิน 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระค่าหุ้นบางส่วน 12,500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,500,000 บาท จำเลยที่ 1 จะชำระเมื่อนำหุ้นของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) เข้าไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยมีกำหนดเวลานำหุ้นของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) เข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 1 ปี โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อขายหุ้นกับโจทก์และสัญญากู้เงิน เกิดจากการฉ้อฉล เห็นว่า ถึงแม้ว่าโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า โจทก์ขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) ให้จำเลยที่ 1 แต่ตามสัญญารับโอนสิทธิในการเพิ่มทุนของบริษัทสยามโฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด ระบุว่า โจทก์จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซอร์คิทอีเลคโทรนิคส์อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2 บาท กับนายเมฆิณ นอกจากนี้แคชเชียร์เช็คที่ใช้ชำระค่าหุ้นบางส่วนจำนวน 12,500,000 บาท แก่โจทก์ก็เป็นเงินที่ถอนมาจากบัญชีเงินฝากของนายเมฆิณ ซึ่งสอดคล้องกับที่นางสาวปิยวดี พนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พยานจำเลยที่ 1 เบิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง