ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 5434/2541

หลักกฎหมาย

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานได้วินิจฉัยว่า ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด แล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้โดยอ้างเหตุตามที่บรรยาย ในฟ้องเดิมทุกประการเพียงแต่เน้น ว่าการกระทำก่อนที่จำเลย มีคำสั่งเลิกจ้างนั้นไม่ชอบ แล้วเรียกค่าเสียหายที่โจทก์ ต้องพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยนับแต่วันถูกเลิกจ้าง และค่าเสียหายแก่ชื่อเสียงกับประโยชน์อื่นที่สูญเสีย เนื่องจากถูกเลิกจ้าง และขอให้ศาลวินิจฉัยว่าก่อนที่จำเลย เลิกจ้างโจทก์ จำเลยกลั่นแกล้งกล่าวหาโจทก์โดยมิชอบ แล้วในที่สุดเลิกจ้างโจทก์ เท่ากับโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษา ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นั่นเอง ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาล ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งนายไปรษณีย์โทรเลขระดับ 2 ครั้งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารข้อมูลประจำศูนย์โทรคมนาคม นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ อัตราเงินเดือนครั้งสุดท้าย 10,550 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2534 โจทก์มีหน้าที่ควบคุมการนำจ่ายจดหมายด่วน เวร ตั้งแต่เวลา 7 นาฬิกาถึง 15.20 นาฬิกา หัวหน้าที่ทำการได้ทำรายงานถึงจำเลยว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับชำระค่าบริการมีพฤติกรรมส่อไปในทางที่ไม่สุจริตนำเงินส่วนที่เกินจำนวน 1,199.30 บาทไป และออก งบ.1 โดยพลการเป็นการรายงานโดยที่ยังมิได้เรียกใบเสร็จรับเงินมาตรวจสอบ จำเลยได้สอบสวนโจทก์และผู้เกี่ยวข้อง จำเลยนำบัญชีไปตรวจสอบกับใบเสร็จรับเงินที่กองการเงินและการบัญชีได้ความว่านายกมลเป็นผู้รับชำระรายการที่เป็นเงินสดไว้ จำเลยสั่งให้นายกมลชดใช้เงินเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 จำเลยว่าเป็นความผิดพลาดและบกพร่องมิอาจชี้ชัดได้ว่า โจทก์มีเจตนากระทำการทุจริต และได้สั่งให้ปรับปรุงระบบงานที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขพระโขนงทั้งระบบ จึงเห็นเจตนาว่าไม่ประสงค์เอาโทษแก่โจทก์แล้วนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2534 ต่อมาจำเลยกลับกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2534 โจทก์ได้รับชำระค่าโทรศัพท์ไว้ตามใบเตือนเป็นจำนวนเงิน 1,199.30 บาท แล้วนำเงินไปโดยทุจริต เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีเจตนาไม่ออกใบเสร็จรับเงิน งบ.1 ให้ผู้ใช้บริการและได้คืนใบเตือนดังกล่าวให้ผู้ใช้บริการไป และว่าระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติงานแทนนายกมลได้รับชำระเงินค่าใช้บริการโทรคมนาคมจากผู้ใช้บริการรายอื่นเป็นเงินสดอีกหลายรายการ และได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ตามระเบียบเมื่อโจทก์รวมยอดเงินในเอกสารใบเสร็จรับเงินและรวมยอดจำนวนเงินตามเช็คจำนวน 6,957.50 บาท กับเงินสดที่รับชำระไว้จากผู้ใช้บริการรายอื่น ๆ แล้วปรากฏว่าเงินสดเกินจำนวน 1,199.30 บาท ตามที่โจทก์ไม่ออกใบเสร็จรับเงิน งบ.1 ตามใบเตือนข้างต้น แล้วโจทก์ได้เอาเงินสดจำนวน 1,199.30 บาท ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่นโดยทุจริต แต่เมื่อโจทก์ไปออกใบเสร็จรับเงิน งบ.1 ไปโดยพลการถือว่าไม่ชอบ ส่อทุจริตนำเงินส่วนที่เกินจำนวน 1,199.30 บาทจำเลยไม่นำใบเสร็จรับเงินที่อ้างมาสนับสนุนคำกล่าวหาตนโดยอ้างว่ายังหาไม่พบ จนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันที่ศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งให้นำส่งตามรายงานกระบวนพิจารณา คดีหมายเลขดำที่ 2526/2536 ปรากฏว่านายกมลได้รับชำระเงินสดไว้หลังจากที่ใบเตือนได้หายไปแล้ว ยอดเงินสดจึงมิได้หายไป ก่อนที่โจทก์จะส่งมอบเช็คให้แก่นายกมลดังที่ถูกกล่าวหา การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2534 โจทก์ได้รับชำระค่าโทรศัพท์ตามใบเตือนไว้เป็นจำนวนเงิน 1,199.30 บาท แล้วนำเงินไปเป็นประโยชน์ตนเองและผู้อื่นโดยทุจริต จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาควรลงโทษไล่ออกจากงานโดยไม่มีเหตุลดหย่อน สั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 การสอบสวนที่จำเลยกระทำต่อโจทก์เป็นการมิชอบ กลั่นแกล้งโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเพราะเป็นเหตุให้โจทก์ขาดจากการเป็นพนักงานของรัฐ ต้องสูญเสียรายได้ประจำจากค่าจ้างและเสียสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ นับแต่วันถูกเลิกจ้างถึงวันครบเกษียณอายุเป็นเวลาอีก 23 ปี โจทก์ย่อมมีรายได้ประจำมากกว่า 3 ล้านบาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับจากเดือนที่เลิกจ้างไปจนถึงเดือนที่ฟ้องนี้ รวม 64 เดือน ๆ ละ 10,550 บาทรวมค่าเสียหายจำนวน 675,200 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียสิทธิและสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลจนเกษียณอายุซึ่งจำเลยจ้องจัดทำกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่โจทก์เป็นการทดแทนสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ได้เสียไปในวงเงิน 100,000 บาท อายุกรมธรรม์ 20 ปี และเมื่อครบอายุสัญญาให้กรมธรรม์นั้นตกเป็นของโจทก์ ค่าเสียหายจากการสูญเสียเกียรติคุณ และสูญเสียความเป็นผู้สุจริต โจทก์เป็นพนักงานของรัฐมีเกียรติ มีตำแหน่งฐานะและเกียรติคุณสามารถใช้เป็นหลักประกันในทางสังคมหรือใช้ค้ำประกันบุคคลได้ตามวิทยฐานะที่โจทก์พึงมีพึงได้และมีสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิค่าเช่าบ้าน สิทธิค่าเช่าซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่เห็นได้ ตลอดจนถูกดูหมิ่นเกลียดชังโดยเชื่อว่าโจทก์เป็นคนชั่ว ทำให้โจทก์อับอายจนกลายเป็นบุคคลที่สังคมไม่พึงประสงค์จะคบค้าด้วย และยังเป็นบุคคลต้องห้ามของหน่วยงานรัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เข้าทำงานหรือรับราชการในสังกัด โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายที่ทำให้ขาดรายได้ประจำของโจทก์เดือนละ10,550 บาท นับแต่เดือนที่เลิกจ้างไปจนถึงเดือนที่ฟ้องรวม 64 เดือนเป็นเงิน 675,200 บาท ค่าเสียหายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของโจทก์เสียไปโดยให้จัดทำประกันชีวิตให้แก่โจทก์แทนสิทธิประโยชน์ดังกล่าวในวงเงิน 100,000 บาท อายุกรมธรรม์ 20 ปี และให้กรมธรรม์ตกเป็นของโจทก์เมื่อครบอายุสัญญา ก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5434/2541 · ทนอย Thanoy