คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 5439/2545
หลักกฎหมาย
ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ประมวลรัษฎากรฯ ที่ระบุให้ตราสารต้องปิดแสตมป์ในอัตราที่กำหนดไว้ จึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามมาตรา 118นั้น มีเฉพาะตั๋วแลกเงินและเลตเตอร์ออฟเครดิตเท่านั้น ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีทไม่อยู่ในรายการให้ต้องปิดแสตมป์ สำหรับตั๋วแลกเงินและเลตเตอร์ออฟเครดิตแม้จะไม่มีแสตมป์ปิดไว้ แต่โจทก์ผู้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินเป็นธนาคารพาณิชย์ ชำระค่าอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรฯ เป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ได้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ฯ ดังนั้นแม้ตราสารดังกล่าวจะไม่มีแสตมป์ปิดไว้แต่โจทก์ก็นำสืบได้ว่าได้ชำระอากรแล้ว จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 ข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์เป็นผู้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในช่วงเวลาใดได้ตามที่โจทก์เห็นสมควร ซึ่งเมื่อโจทก์จ่ายเงินชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปตาเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเงินตราต่างประเทศแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่ตกลงกันไว้ เมื่อโจทก์จ่ายเงินแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตในอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 37.155 บาท จำเลยทั้งสี่ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินในระยะเวลาตามที่โจทก์ขอมาในคำฟ้องมีค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25 บาท จึงฟังว่าอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับเงินบาทไทยตามที่โจทก์นำสืบ ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์แสวงหากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิน จากเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เข้าก่อหนี้กับโจทก์ ไม่ว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 มีอยู่ก่อนที่จะเข้าทำสัญญาค้ำประกัน ขณะทำสัญญาค้ำประกัน หรือหลังทำสัญญาค้ำประกัน ดังนั้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ก่อนทำหนังสือสัญญาค้ำประกัน และหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์หลังทำหนังสือสัญญาค้ำประกันต่างก็เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศโดยโจทก์จ่ายเงินให้ไปแล้วตามตั๋วแลกเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้โจทก์ไว้ด้วย ในการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการค้ำประกันหนี้ทุกชนิดตลอดไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งที่เป็นหนี้ก่อนทำสัญญาขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะมีขึ้นภายภาคหน้า แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 238,653,728.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน183,680,712.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยขอให้โจทก์ออกเลตเตอร์ออฟเครดิต ทำสัญญาทรัสต์รีซีท และออกตั๋วแลกเงินใด ๆ ดังที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8, 12 และ 16 จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้อง การที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.1550 บาท 42.1500 บาท และ 41.5500 บาทเป็นการที่โจทก์แสวงหากำไรเกินควรจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25 บาท เท่านั้น นอกจากนี้โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตกลงกันในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ทำให้จำนวนหนี้สูงกว่าเป็นจริง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ถึงจำนวนตามคำฟ้อง เพราะไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และตัวแทนผู้บริโภคขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 57 หากจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ก็คงรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12 และ 16 เท่านั้น ส่วนสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข8 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องรับผิดเพราะเป็นการค้ำประกันหนี้สินอื่นของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทคดีนี้ อย่างไรก็ตามหากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้องหมายเลข 8 คงรับผิดไม่เกินจำนวนหนี้ที่แท้จริงตามสัญญา ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มิได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินตามคำฟ้องกรรมการธนาคารโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ เพราะขณะฟ้องคดีโจทก์มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำการแทนโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 238,653,728.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 183,680,712.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า เลตเตอร์ออฟเครดิต ตั๋วแลกเงินและสัญญาทรัสต์รีซีทไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรที่ระบุให้ตราสารต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตราที่กำหนดไว้จึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 คงมีเฉพาะตั๋วแลกเงิน(ลักษณะตราสาร 9.(1)) และเลตเตอร์ออฟเครดิต (ลักษณะตราสาร 14.) เท่านั้น ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีทไม่อยู่ในรายการตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรให้ต้องปิดอากรแสตมป์แต่อย่างใด สำหรับตั๋วแลกเงินและเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวนั้น แม้จะไม่มีอากรแสตมป์ปิดไว้ดังเช่นจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ แต่โจทก์ผู้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินเป็นธนาคารพาณิชย์ จึงมีสิทธิที่จะชำระค่าอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากรสำหรับตราสารทั้งสองเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรได้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์(ฉบับที่ 22) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ข้อ 3(1) ตั๋วแลกเงินหรือตราสารทำนองเดียวกันที่ใช้อย่างตั๋วเงินเฉพาะที่ธนาคารประกอบกิจการในราชอาณาจักรหรือธนาคารประกอบกิจการนอกราชอาณาจักรเป็นผู้สั่งจ่ายตามลักษณะแห่งตราสาร 9.(1) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง กำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรสำหรับตราสารบางลักษณะ ข้อ 2(7) เลตเตอร์ออฟเครดิตตามลักษณะแห่งตราสาร 14. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง