คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 5439/2561
หลักกฎหมาย
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่เจ้าหน้าที่ของแต่ละฝ่ายกระทำไปนั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยเป็นเพียงก่อให้เกิดบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องด้วยความประมาทเลินเล่อ แต่การสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากที่ถูกต้องของโจทก์เข้ามาบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ทำให้ ธ. สามารถเบิกถอนเงินออกจากบัญชีไปเกิดความเสียหายตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายที่ไม่ตรวจสอบให้ถูกต้อง และโจทก์ไม่มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ เป็นเหตุให้มีการกระทำทุจริตของ ธ. ได้ อันถือว่าทำละเมิดต่อโจทก์ที่ร้ายแรงกว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่เป็นเพียงการเปิดบัญชีเงินฝากโดยไม่ตรวจสอบให้ถูกต้อง ทำให้มีบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องขึ้น แล้วใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวเรียกเก็บเงินจากการสั่งจ่ายโดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์จากบัญชีเงินฝากที่ถูกต้องและหมุนเวียนการใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่โจทก์เป็นเวลาหลายปีได้ ดังนั้นโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,791,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,595,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,297,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 6,595,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายธนภณ เจ้าหน้าที่ของโจทก์เปิดบัญชีออมทรัพย์กับจำเลยชื่อบัญชี "วิทยาลัยสหวิทยาการ (ทุนสกอ. 52/2)" เลขที่บัญชี 155 - 2 - 07xxxx และชื่อบัญชี "ทุนอุดหนุนทั่วไปงบคลัง 55" เลขที่บัญชี 155 - 2 - 10xxxx ด้วยการใช้เอกสารปลอมในการขอเปิดบัญชีดังกล่าว อันมีหนังสือขอเปิดบัญชี ตัวอย่างลายมือชื่อของผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้ให้ผู้ขอเปิดบัญชีและผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินลงลายมือชื่อต่อหน้าและมิได้ตรวจสอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนกับต้นฉบับ ทำให้นายธนภณนำแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่สั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีดังกล่าวไปเข้าบัญชีหลายครั้ง แล้วนายธนภณในฐานะผู้รับมอบฉันทะถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวและโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารจำเลย สาขางามวงศ์วาน บัญชีเลขที่ 026 - 2 - 57xxxx ชื่อบัญชีนายทัศธร หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 6,595,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้เจ้าหน้าที่ของจำเลยประมาทเลินเล่อในขั้นตอนการเปิดบัญชี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับที่นายธนภณ เจ้าหน้าที่ของโจทก์จงใจทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยด้วยแล้วเป็นการกระทำที่ร้ายแรงมากกว่า โดยในการเปิดบัญชีครั้งแรกของทั้ง 2 บัญชี นั้น นายธนภณนำแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเข้าบัญชีมาประกอบในการขอเปิดบัญชีด้วยทำให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์จะเปิดบัญชีนั้นจริง และยังมีการขอเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีด้วย โจทก์จึงประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ควบคุมกำกับดูแลนายธนภณทำให้มีการหลงเชื่อดังกล่าวและส่งเสริมให้นายธนภณสามารถกระทำการทุจริตละเมิดต่อโจทก์กับจำเลยได้โดยง่าย โจทก์ย่อมมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมากกว่าจำเลยหลายเท่า โดยที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการก็ยังมีหนังสือแจ้งไปยังกองคลังของโจทก์ว่ามีการเปิดบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี เป็นเหตุให้กองคลังของโจทก์ซื้อแคชเชียร์เช็คและสั่งจ่ายเช็คในชื่อบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี นั้น ทำให้นายธนภณนำแคชเชียร์เช็คไปประกอบการขอเปิดบัญชีได้สำเร็จ แล้วโจทก์และวิทยาลัยสหวิทยาการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง และกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อป้องกันการทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเพราะวิทยาลัยสหวิทยาการปล่อยปละละเลยให้นายธนภณเป็นผู้รับผิดชอบทั้งงานการเงินและงานบัญชี ไม่แยกความรับผิดชอบออกจากกัน ไม่ควบคุมกำกับกลั่นกรองตรวจสอบการปฏิบัติงานของนายธนภณ ทำให้สามารถเปิดบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี นั้น ได้โดยไม่ถูกต้อง หากมีการตรวจสอบที่ดีปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและกฎหมายกำหนด นายธนภณไม่สามารถกระทำการทุจริตตลอดมาเป็นเวลากว่า 3 ปี และความเสียหายไม่มากดังที่เกิดขึ้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า แม้พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ไม่ปฏิบัติตามวิธีการขอเปิดบัญชีเงินฝากที่ถูกต้อง ทำให้นายธนภณเจ้าหน้าที่ของโจทก์สามารถเปิดบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี ด้วยลายมือชื่อปลอมที่ทำขึ้นและเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากด้วยลายมือชื่อปลอมดังกล่าวนั้นเองจะเป็นความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่จำเลย ซึ่งจำเลยไม่อาจปฏิเสธความรับผิดที่เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ก็ตาม แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 บัญญัติว่า ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้เสียหายประกอบด้วยให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่าย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง