คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 544/2556
หลักกฎหมาย
ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้องแย้ง แม้เป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องแย้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของจำเลยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตาม มาตรา 31 แห่ง ป.ที่ดิน และที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าว จำเลยเคยนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ ส. โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว ให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิแก่ผู้รับจำนอง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการไถ่ถอนจำนอง จึงถือว่าจำเลยเจตนาสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองที่ดินแก่ ส. แล้ว นับแต่วันพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนอง ส. ย่อมมีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปขายให้โจทก์ได้ ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ของจำเลยอีกต่อไป จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและปลูกไม้ยืนต้นที่ตัดในระหว่างรังวัดสอบเขตที่ดินบนที่ดินของโจทก์ จำนวน 20 ต้น กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 2,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 400 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปลูกต้นไม้ทดแทน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์และบริวารมิให้กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ในบริเวณเส้นกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาทเฉพาะส่วนที่โจทก์ทำประโยชน์ เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 6 ตารางวา และจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา ในที่ดินพิพาทบริเวณเส้นกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปในที่ดินของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ในเส้นกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาทเนื้อที่ 8 ไร่ 16 ตารางวา ห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปในที่ดินของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า ที่ดินพิพาทในเส้นกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาท เห็นว่า นายเสวกได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนที่จะไปรังวัดสอบเขตได้ตรวจสอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) กับระวางรูปถ่ายทางอากาศ ปรากฏว่าตรงกับในระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหมายเลข 5744 III แผ่นที่ 98 เลขที่ดิน 71 แผ่นใหญ่ที่ระบายด้วยหมึกสีเหลือง และจากการตรวจสอบสารบบที่ดิน น.ส. 3 ก. ปรากฏว่าทิศใต้ของที่ดินจำเลยติดกับที่ดินของนางอารมย์ เมื่อดูประกอบกับระวางรูปถ่ายทางอากาศแล้วจะเป็นเลขที่ดิน 7 ส่วนทางทิศตะวันตกจะเป็นที่ว่าง จึงไม่ได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้มาระวังแนวเขต ในวันรังวัดจำเลยนำชี้ที่ดินตรงตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และตรงตามระวางรูปถ่ายทางอากาศแผ่นใหญ่ เลขที่ดิน 71 ที่ระบายด้วยหมึกสีเหลือง ในการทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งศาล จำเลยนำชี้ที่ดินของจำเลยตามเส้นกรอบสีเขียว จากนั้นโจทก์นำชี้ที่ดินของโจทก์ตามเส้นกรอบสีแดงตามแผนที่พิพาท และเบิกความต่อมาว่า เส้นกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท ไม่ตรงกับรูปแผนที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และมีเนื้อที่ไม่ตรงกัน โดยในเส้นกรอบสีแดงตามแผนที่พิพาท ปรากฏมีเนื้อที่ 66 ไร่ 90 ตารางวา ส่วนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ปรากฏมีเนื้อที่ 48 ไร่ 63 ตารางวา แต่เส้นกรอบสีเขียวในแผนที่พิพาท ตรงกับรูปที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และเมื่อพยานดูระวางรูปถ่ายทางอากาศตามแผ่นใหญ่ของโจทก์ซึ่งระบายสีชมพูกับของจำเลยซึ่งระบายสีเหลืองแล้ว ปรากฏมีเลขที่ดินคนละเลขที่และมีระวางคนละระวางกันซึ่งโดยหลักแล้วจะไม่ทับซ้อนกันเว้นแต่เจ้าหน้าที่จะขึ้นรูปที่ดินผิดพลาด นอกจากนี้นายเสวกยังเบิกความตอบศาลถามว่ารูปที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และรูปที่ดินในระวางรูปถ่ายทางอากาศที่ระบายด้วยหมึกสีเหลืองของจำเลยตาม อยู่ในแนวเขตที่ดินพิพาทในเส้นกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาท ส่วนรูปที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และรูปที่ดินในระวางรูปถ่ายทางอากาศที่ระบายสีชมพูของโจทก์อยู่ในแนวเขตที่ดินพิพาทในเส้นกรอบสีแดงตามแผนที่พิพาทบางส่วน จึงมีเหตุผลแสดงได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้รวมอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์ นายเสวก เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียในคดีกับฝ่ายใด นับเป็นพยานคนกลาง น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามหลักวิชาและตามความเป็นจริง พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทในเส้นกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาท ไม่อยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์ แต่อยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของจำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยดำเนินการรังวัดสอบเขตทั้งหมดเป็นที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์ มิได้ฟ้องโดยอาศัยการเข้าครอบครองที่ดินของผู้อื่นหรือของจำเลยเกินกว่าหนึ่งปี อันจะทำให้โจทก์ได้ซึ่งสิทธิครอบครอง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง