คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 5449/2561
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 บัญญัติว่า การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้มีแบบพิมพ์หรือต้องทำในลักษณะใด เมื่อพิจารณาหนังสือของจำเลยฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 เป็นเรื่องแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ถึงผู้จัดการของโจทก์ แม้หนังสือฉบับดังกล่าวลงชื่อโดยปลัดเทศบาลของจำเลย แต่ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการลงชื่อในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีของจำเลย เมื่อหนังสือฉบับนี้ได้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าจำเลยได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แล้วมีมติให้จัดเก็บตามการแจ้งประเมิน จึงถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการแจ้งคำชี้ขาดที่นายกเทศมนตรีของจำเลยแจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 30 และถือได้ในทำนองเดียวกันว่าได้?มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องยื่นฟ้องคดีนี้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 31 ส่วนที่นายกเทศมนตรีของจำเลยมีหนังสือในครั้งหลังแจ้งคำชี้ขาดพร้อมกับส่งใบแจ้งคำชี้ขาด ตามมาตรา 30 อันเป็นการแจ้งคำชี้ขาดที่มีการนำแบบพิมพ์ ภ.ร.ด. 11 มาใช้ แต่หาได้มีการยกเลิกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขความที่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบตามหนังสือฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 ในครั้งแรกนั้นไม่ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับแรกได้
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 7พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 8พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 8พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 24พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 30พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 31พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 39
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวน 789,000.59 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 780,342 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนและลานคอนกรีตสำหรับจอดรถยนต์ซึ่งเป็นสถานประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งอยู่เลขที่ 101 เดิมโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 พร้อมทั้งชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่จำเลยแล้ว ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบพบว่า โจทก์และผู้ประกอบการอีก 3 ราย ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2556 ไม่ถูกต้อง โดยโจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่เป็นลานคอนกรีตในอัตรา 5 บาท และ 10 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งต่ำกว่าอัตรา 40 บาทต่อตารางเมตร ตามประกาศของจำเลย ที่ 151/2547 เรื่อง การกำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลตำบลหัวสะพาน ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 จำเลยมีหนังสือที่ พบ 52802/370 แจ้งให้โจทก์ยื่นชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 เพิ่มในส่วนที่ขาดเป็นเงิน 390,981 บาท แต่โจทก์มีหนังสือชี้แจงขอให้คำนวณภาษีสำหรับพื้นที่จอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องตามอัตราเดิมที่เคยชำระ ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2558 จำเลยมีหนังสือที่ พบ 52802/757 แจ้งให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 เพิ่มอีกเป็นเงิน 390,981 บาทต่อปี รวมเป็นเงิน 781,962 บาท วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 โจทก์ก็ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 เพิ่มเติม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยออกใบแจ้งรายการประเมินย้อนหลังให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ในส่วนพื้นที่ต่อเนื่อง ได้แก่ ลานคอนกรีตสำหรับปีภาษีทั้งสองปีที่พิพาท และพื้นที่ลานจอดรถสำหรับปีภาษี 2556 เพิ่มขึ้นเป็นอัตรา 40 บาทต่อตารางเมตร รวมเป็นค่าภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 780,342 บาท หลังจากนั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2558 คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้เรียกเก็บเพิ่มตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทักท้วง แล้ววันที่ 11 กันยายน 2558 ปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีของจำเลยได้มีหนังสือที่ พบ 52802/990 ลงวันที่ 11 กันยายน 2558 แจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ให้โจทก์ทราบว่า จำเลยได้ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่ได้ข้อสรุปว่า การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยเป็นไปตามข้อทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งแจ้งว่าการจัดเก็บไม่เป็นไปตามประกาศราคากลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่จำเลยได้ประกาศไว้เมื่อปี 2547 และเป็นการเรียกเก็บย้อนหลัง คณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่จึงไม่อาจพิจารณาย้อนหลังและมีมติขัดแย้งกับข้อทักท้วงนั้นได้ อีกทั้งยังมีบริษัทและห้างร้านอื่นที่จำเลยเรียกเก็บเพิ่มตามข้อทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยอมชำระเพิ่มเติมตามข้อทักท้วงเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ไม่สามารถชี้ขาดคำร้องของโจทก์ และมีมติให้จัดเก็บตามการแจ้งการประเมิน และวันที่ 17 สิงหาคม 2558 โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมตามการประเมินเป็นเงิน 780,342 บาท แล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 9 ตุลาคม 2558 หลังจากนั้นวันที่ 18 ธันวาคม 2558 นายกเทศมนตรีของจำเลยได้มีหนังสือที่ พบ 52802/1289 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 แจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบ ตามหนังสือใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 เลขที่ 2/2558 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 และคำชี้แจงประกอบใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 โดยโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประเด็นแรกที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 30 บัญญัติว่า คำชี้ขาดนั้นให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ามีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้แจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจะได้แก้ไขบัญชีการประเมินตามคำชี้ขาดนั้น ดังนี้ การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง