ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 5451/2549

หลักกฎหมาย

เทปรายการโทรทัศน์ที่โจทก์ผลิตเองและออกอากาศไปแล้ว โจทก์ไม่ได้เก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ในการหารายได้อันจะถือเป็นทรัพย์สินที่ก่อมูลค่าแก่กิจการอีกต่อไป ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์แต่ละครั้งจึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด โดยมีบริษัท เค.วาย.เอส. โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2544 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 135,072,436 บาท กับมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จากที่โจทก์แสดงผลขาดทุนสุทธิตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ไว้จำนวน 142,422,941.95 บาท เป็นกำไรสุทธิจำนวน 6,769,182.89 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีตามการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 คงเหลือเรียกเก็บภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 35,711,419.93 บาท กับวินิจฉัยให้ปรับปรุงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ของโจทก์เป็นขาดทุนสุทธิจำนวน 77,478,273.69 บาท โดยให้เหตุผลว่ารายจ่ายที่ใช้ผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร จึงปรับปรุงหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาให้ การประเมินและการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่ารายจ่ายหลายรายการในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ของโจทก์เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย โดยเฉพาะรายจ่ายค่าผลิตรายการโทรทัศน์ จำนวนเงิน 255,947,850.67 บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าเป็นรายจ่ายฝ่ายทุนหรือรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่ายทั้งหมด แต่ให้ทยอยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา กล่าวคือ ในการผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์ เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 รายการเกมโชว์ รายการวาไรตี้ ฯลฯ มีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง ได้แก่ ค่าซื้อเทปบันทึกรายการ ค่าพิธีกร ค่าฉาก ค่าแต่งหน้า ค่าเสื้อผ้า ค่าสตูดิโอ ค่าตัดต่อ ค่าบันทึกเสียง ค่าบรรยาย และเงินรางวัล เป็นต้น รายการที่ผลิตแล้วจะต้องผ่านการตรวจสอบจากสถานีโทรทัศน์ที่โจทก์เช่าเวลาออกอากาศก่อน เมื่อออกอากาศแล้วมูลค่าของม้วนเทปที่ออกอากาศนั้นจะหมดไปทันที เนื่องจากไม่สามารถนำมาออกอากาศซ้ำได้อีก เพราะเทปดังกล่าวสามารถนำมาออกอากาศได้ ณ สถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียวและเพียงครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการผลิตรายการโทรทัศน์แต่ละรายการจึงเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการเพื่อหากำไรในรอบระยะเวลาบัญชีเดียว ไม่เป็นค่าใช้จ่ายอันมีผลก่อให้เกิดรายได้เป็นการถาวรต่อธุรกิจในรอบระยะเวลาบัญชีต่อ ๆ ไป ซึ่งแตกต่างจากค่าใช้จ่ายในการผลิตภาพยนตร์หรือรายการละครที่สามารถฉายซ้ำหรือออกอากาศได้หลายครั้ง อันก่อให้เกิดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปีต่อ ๆ ไป ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์จึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.ส./2/02010060/2/000006 (ที่ถูกคือ ที่ ศภญ. ตส. 2/02010060/2/000006 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0809/01559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/2/2545 และเลขที่ ภญ.(อธ.3)/28/2545 จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ศภญ. ตส. 2/02010060/2/000006 ลงวันที่ 31 มกราคม 2544 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809/01559 ลงวันที่ 31 มกราคม 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/2/2545 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 และเลขที่ ภญ.(อธ.3)/28/2545 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 จำนวน 255,947,850.67 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 302,588,706.02 บาท โดยมิให้ถือว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำมาคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิกับให้จำเลยทั้งสี่ร่ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5451/2549 · ทนอย Thanoy